การเลือกนิชคีย์เวิร์ด (Niche Keyword) ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO เหมือนกับการเลือกทางเดินชีวิตของคุณบนธุรกิจออนไลน์ เลือกผิดก็อาจจะต้องกลับมาเลือกใช้เริ่มสร้างเว็บไซต์กันใหม่ หรือถ้าเลือกนิชคีย์เวิร์ด (Niche Keyword)ได้ดี มีคู่แข่งน้อยแต่มีความนิยมมาก ก็สามารถทำอันดับ (Ranking) ได้ง่ายโดยที่อาจจะไม่ต้องทำ SEOอะไรมากมายเลยก็ได้
การเรียนรู้ที่จะค้นหานิชคีย์เวิร์ด (Niche Keyword)เพื่อทำเงินนั้น สิ่งที่คุณจะได้รับจะคุ้มค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในการทำ Affiliate นายหน้าขายสินค้า, การทำ Google Adsense, การขายสินค้าใน eBay และที่เรามุ่งเน้นก็คือการทำอันดับ (Ranking) ใน Search Engine ให้ได้ในอันดับต้น ๆหรือเป็นอันดับ 1 ซึ่งสิ่งที่จะได้ตามมาคือ จำนวนลูกค้าเป้าหมายมากมาย ที่เป็นเป้าหมายหลักของผู้สร้างเว็บไซต์ในการทำ SEO
รวมบทความSEO, เทคนิคการทำSEO, การหานีชคีย์เวิร์ด(Niche Keyword), โครงสร้างเว็บที่รองรับSEO
บทความ SEO, เทคนิคการทำSEO, e-marketing, e-commerce, การหานีชคีย์เวิร์ด(Niche Keyword), การทำอันดับใน Google (Google Ranking), เทคนิค On Page - Off Page และมาทำความรู้จักกับ Google ให้ดียิ่งขึ้น ที่นี่!!
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
บทความ SEO : เปิดตำราSEOหา Keyword ทองคำ | ขุมทรัพย์ที่ตามหาได้เอง จาก Pongino ไทยเสียว
แบ่งราคาค่าตัวของ Keyword เป็นประเภท
ราคาของ Keyword ของแต่ละตัวนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่ผลตอบแทนและการการแข่งขันของตลาดนั้นๆ
ถ้าเราใช้ PPC เพื่อ Drive Traffic เข้ามา แน่นอนว่าเราต้องการให้ราคา Keyword นั้นราคาต่ำที่สุด เพราะลดต้นทุน
แต่ถ้าเราทำ Adsense แน่นอนว่า เราต้องการราคา Click ที่สูงๆ เพราะจะได้กำไรมากๆ
ถ้าเราลองแบ่งประเภทตามราคา จะเป็นแบบนี้ครับ
-- 1) Traffic Keyword
Keyword ประเภทนี้เป็น Keyword ที่มุ่งหมายที่จะให้คน Click เข้ามาเพราะให้ได้ Traffic มากๆ
เช่น Social Network, Social Bookmark , ฝาก File, ฯลฯ
พูดง่ายๆก็คือ เน้นให้คนเข้ามาน่ะครับ ไม่ได้เน้นให้คนซื้อสินค้าหรือบริการเท่าไหร่
ราคาของ Keyword ประเภทนี้จึงไม่ค่อยสูงมากนักน่ะครับ
--2) Trading Keyword
ประเภทนี้จะมีราคาต่อ Click ที่ดีกว่า เพราะว่าเป็น Keyword ที่ใช้ในการขายของหรือขายบริการต่างๆ
จุดประสงค์ของผู้ใช้ Keyword นี้ใน PPC ก็เพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อสินค้านั่นเอง
ราคาของ Keyword นี้ก็จะอยู่กลางๆน่ะครับ ไม่ถูกไม่แพง
--3) High Paying Keyword
Keyword ประเภทนี้ มีการแข่งขันที่สูงมากๆ เพราะผลตอบแทนของตลาดนี้สูงนั่นเอง
ส่งผลให้ราคาต่อ Click สูงขึ้นไปด้วย (บางครั้งสูงเกินไปจนน่ากลัว)
แน่นอนว่า ถ้าเราทำ Adsense เราก็ต้องการให้ได้ราคาต่อ Click สูงๆแน่นอน
เพราะถ้าจำนวน Click เท่ากัน ถ้าราคาต่อ Click สูง เราก็จะได้เงินมาก
แต่ทำไมถึงมีคนเจ็บตัวจาก Keyword ราคาแพงๆ และมีหลายคนแนะนำให้อย่าไปยุ่งเชียว เพราะอะไร??
เพราะว่าเมื่อราคามันสูง คนก็เล่นในตลาดนี้มาก คู่แข่งก็เลยมาก(แถมเขี้ยวๆด้วย) เหมือนเข้าไปรบในสมรภูมิอันนั่นเอง
------------------------------------------------------------------------------------
KEI และ R/S Ratio
หากเราพึ่งพาการหา Traffic โดยใช้ Search Engine ดังนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับที่จะต้องทำ SEO
แต่เราจะรู้ได้ไงว่า Keyword อันไหนยาก อันไหนง่าย เราก็วัดกันง่ายๆโดยใช้ 2 ค่านี้ครับ
---- R/S Ratio
อันนี้ใช้หลักอุปสงค์-อุปทานของเศรษฐศาสตร์ โดยสูตรมีดังนี้ครับ
Ratio = ผลลัพธ์ที่มีใน Search Engine / จำนวนคน Search ต่อเดือน
ซึ่งหาก Ratio มีค่าสูงๆ ก็แสดงว่า มีคู่แข่งในตลาดเยอะ แต่ ดันมีคำค้นหาจำนวนน้อย
ดังนั้นหากทำตาม Road Map ก็ควรจะเลือก R/S Ratio ที่ต่ำๆนะครับ
แต่ไม่ใช่มีจำนวนคน Search ต่ำเกินไปจนไม่คุ้มที่จะทำ SEO ล่ะ
---- KEI
ย่อมาจาก Keyword Effectiveness Index นั่นเอง ซึ่งค่านี้เป็นการวัดความท้าทายในการทำ SEO นั่นเอง
ซึ่งการใช้ KEI นั้น จะเป็นแนวการเปรียบเทียบซะมากกว่า โดยสูตรการวัด KEI มีดังนี้ครับ
KEI = (จำนวนคน Search ต่อเดือน ยกกำลัง 2) / ผลลัพธ์ที่มีใน Search Engine
* จริงๆ การยกำลังเนี่ย แล้วแต่นะครับว่าจะใช้ค่าอะไรในการยกกำลัง แต่สากลเขาจะใช้ 2 ครับ
เรามาดูตัวอย่างการเลยนะครับ จะได้อธิบายไปทีเดียวเลย
Search Result R/S KEI
1000 500000 500 2
2000 1000000 500 4
4000 2000000 500 8
6000 3000000 500 12
8000 4000000 500 16
จะเห็นนะครับ Keyword แต่ละตัว มีค่า R/S เท่ากัน ซึ่งหมายถึงอุปสงค์อุปทานเท่าๆกันนั่นเอง
แต่ดันมีค่า KEI ไม่เท่ากัน ซึ่งหาก KEI ก็แสดงว่า "ความท้าทาย" ใน Keyword นั้นก็จะสูงไปด้วย
credit: Pongino
ราคาของ Keyword ของแต่ละตัวนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่ผลตอบแทนและการการแข่งขันของตลาดนั้นๆ
ถ้าเราใช้ PPC เพื่อ Drive Traffic เข้ามา แน่นอนว่าเราต้องการให้ราคา Keyword นั้นราคาต่ำที่สุด เพราะลดต้นทุน
แต่ถ้าเราทำ Adsense แน่นอนว่า เราต้องการราคา Click ที่สูงๆ เพราะจะได้กำไรมากๆ
ถ้าเราลองแบ่งประเภทตามราคา จะเป็นแบบนี้ครับ
-- 1) Traffic Keyword
Keyword ประเภทนี้เป็น Keyword ที่มุ่งหมายที่จะให้คน Click เข้ามาเพราะให้ได้ Traffic มากๆ
เช่น Social Network, Social Bookmark , ฝาก File, ฯลฯ
พูดง่ายๆก็คือ เน้นให้คนเข้ามาน่ะครับ ไม่ได้เน้นให้คนซื้อสินค้าหรือบริการเท่าไหร่
ราคาของ Keyword ประเภทนี้จึงไม่ค่อยสูงมากนักน่ะครับ
--2) Trading Keyword
ประเภทนี้จะมีราคาต่อ Click ที่ดีกว่า เพราะว่าเป็น Keyword ที่ใช้ในการขายของหรือขายบริการต่างๆ
จุดประสงค์ของผู้ใช้ Keyword นี้ใน PPC ก็เพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อสินค้านั่นเอง
ราคาของ Keyword นี้ก็จะอยู่กลางๆน่ะครับ ไม่ถูกไม่แพง
--3) High Paying Keyword
Keyword ประเภทนี้ มีการแข่งขันที่สูงมากๆ เพราะผลตอบแทนของตลาดนี้สูงนั่นเอง
ส่งผลให้ราคาต่อ Click สูงขึ้นไปด้วย (บางครั้งสูงเกินไปจนน่ากลัว)
แน่นอนว่า ถ้าเราทำ Adsense เราก็ต้องการให้ได้ราคาต่อ Click สูงๆแน่นอน
เพราะถ้าจำนวน Click เท่ากัน ถ้าราคาต่อ Click สูง เราก็จะได้เงินมาก
แต่ทำไมถึงมีคนเจ็บตัวจาก Keyword ราคาแพงๆ และมีหลายคนแนะนำให้อย่าไปยุ่งเชียว เพราะอะไร??
เพราะว่าเมื่อราคามันสูง คนก็เล่นในตลาดนี้มาก คู่แข่งก็เลยมาก(แถมเขี้ยวๆด้วย) เหมือนเข้าไปรบในสมรภูมิอันนั่นเอง
------------------------------------------------------------------------------------
KEI และ R/S Ratio
หากเราพึ่งพาการหา Traffic โดยใช้ Search Engine ดังนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับที่จะต้องทำ SEO
แต่เราจะรู้ได้ไงว่า Keyword อันไหนยาก อันไหนง่าย เราก็วัดกันง่ายๆโดยใช้ 2 ค่านี้ครับ
---- R/S Ratio
อันนี้ใช้หลักอุปสงค์-อุปทานของเศรษฐศาสตร์ โดยสูตรมีดังนี้ครับ
Ratio = ผลลัพธ์ที่มีใน Search Engine / จำนวนคน Search ต่อเดือน
ซึ่งหาก Ratio มีค่าสูงๆ ก็แสดงว่า มีคู่แข่งในตลาดเยอะ แต่ ดันมีคำค้นหาจำนวนน้อย
ดังนั้นหากทำตาม Road Map ก็ควรจะเลือก R/S Ratio ที่ต่ำๆนะครับ
แต่ไม่ใช่มีจำนวนคน Search ต่ำเกินไปจนไม่คุ้มที่จะทำ SEO ล่ะ
---- KEI
ย่อมาจาก Keyword Effectiveness Index นั่นเอง ซึ่งค่านี้เป็นการวัดความท้าทายในการทำ SEO นั่นเอง
ซึ่งการใช้ KEI นั้น จะเป็นแนวการเปรียบเทียบซะมากกว่า โดยสูตรการวัด KEI มีดังนี้ครับ
KEI = (จำนวนคน Search ต่อเดือน ยกกำลัง 2) / ผลลัพธ์ที่มีใน Search Engine
* จริงๆ การยกำลังเนี่ย แล้วแต่นะครับว่าจะใช้ค่าอะไรในการยกกำลัง แต่สากลเขาจะใช้ 2 ครับ
เรามาดูตัวอย่างการเลยนะครับ จะได้อธิบายไปทีเดียวเลย
Search Result R/S KEI
1000 500000 500 2
2000 1000000 500 4
4000 2000000 500 8
6000 3000000 500 12
8000 4000000 500 16
จะเห็นนะครับ Keyword แต่ละตัว มีค่า R/S เท่ากัน ซึ่งหมายถึงอุปสงค์อุปทานเท่าๆกันนั่นเอง
แต่ดันมีค่า KEI ไม่เท่ากัน ซึ่งหาก KEI ก็แสดงว่า "ความท้าทาย" ใน Keyword นั้นก็จะสูงไปด้วย
credit: Pongino
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
บทความ SEO : ปรับแต่ง Blogger ให้แรงสุดๆ ด้วย SEO
Blogger นอกจากจะฟรีแล้วยังมี Theme สวยๆให้เลือกมากมาย
ไม่ต้องห่วงเรื่องแบนวิทธิ์ ห่วงแต่ว่า มันจะแบนเรา
วันนี้มาแนะนำวิธีปรับแต่ง Onpage ให้ Blogger กันครับ
วิธีแรก ปรับให้หัวข้อเรื่อง หรือ keyword มาก่อน description ตรง title bar อะครับ
(ก่อนทำอย่าลืม back up template ไว้ก่อนนะครับ)
1. ไปที่ Layout -> Edit HTML
2. หา < title >< data:blog.pageTitle/ >
3. แทนที่ด้วย code ด้านล่างมีให้เลือก 4 แบบ
(ผมใช้แบบที่ 3 ครับมันจะมี | คั่นระหว่าง title ให้)
แบบที่ 1
< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >
< title >< data:blog.title />< b:else />
< title >< data:blog.pageName />
แบบที่ 2
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title> - < data:blog.title />
< b:else />
< title >< data:blog.pageTitle />
แบบที่ 3
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title > < data:blog.pageName /> | < b:else /> < title >
< data:blog.pageTitle />
แบบที่ 4
< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "archive" '>< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >< title >< data:blog.pageName /> -
< data:blog.title />
< meta expr:content='data:blog.pageTitle' name='Keywords' />
วิธีใส่ Meta tag และ Meta Description
1. หา < b:include data='blog' name='all-head-content' />
2. แทนที่ด้วย
< meta content='DESCRIPTION' name='description' />
< meta content='KEYWORDS' name='keywords' />
< meta content='AUTHOR' name='author' />
ไม่ต้องห่วงเรื่องแบนวิทธิ์ ห่วงแต่ว่า มันจะแบนเรา
วันนี้มาแนะนำวิธีปรับแต่ง Onpage ให้ Blogger กันครับ
วิธีแรก ปรับให้หัวข้อเรื่อง หรือ keyword มาก่อน description ตรง title bar อะครับ
(ก่อนทำอย่าลืม back up template ไว้ก่อนนะครับ)
1. ไปที่ Layout -> Edit HTML
2. หา < title >< data:blog.pageTitle/ >
3. แทนที่ด้วย code ด้านล่างมีให้เลือก 4 แบบ
(ผมใช้แบบที่ 3 ครับมันจะมี | คั่นระหว่าง title ให้)
แบบที่ 1
< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >
< title >< data:blog.title />< b:else />
< title >< data:blog.pageName />
แบบที่ 2
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title>
< b:else />
< title >< data:blog.pageTitle />
แบบที่ 3
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title > < data:blog.pageName /> |
< data:blog.pageTitle />
แบบที่ 4
< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "archive" '>< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >< title >< data:blog.pageName /> -
< data:blog.title />
< meta expr:content='data:blog.pageTitle' name='Keywords' />
วิธีใส่ Meta tag และ Meta Description
1. หา < b:include data='blog' name='all-head-content' />
2. แทนที่ด้วย
< meta content='DESCRIPTION' name='description' />
< meta content='KEYWORDS' name='keywords' />
< meta content='AUTHOR' name='author' />
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
บทความ SEO : ทำ seo โดยใส่ keyword ในส่วนต่างๆ ของเว็บเพจ
เราควรใส่ keyword ในเว็บเพจตรงใหนดี ?
1.ใช้ keyword ที่บริเวณ ชื่อหน้าเพจ (Title) ให้เราใส่ Keyword ที่เราต้องการจะใส่โดยให้น้ำหนักจากการเรียงจาก ซ้ายไปขวา อันนี้สำคัญที่สุด ห้ามขาดหรือลืมใส่เด็ดขาด เพราะจะทำให้ Search Engine ไม่ทราบว่าเนื่อหาของเราเกี่ยวกับอะไร โดย search engine จะ Title เป็นข้อหัวหลัก แล้วเอาเนื้อหามาเป็นตัวเพิ่มคะแนนของเว็บเพจนั้นๆ
2.ใช้ keyword ที่บริเวณชื่อหัวข้อของเนื้อหา (Heading tag) โดยการใช้ H1,H2,H3 เป็นต้น แต่ไม่ควรใส่ keyword ในทุกๆ H ใส่แค่ H1 หรือ H2 ก็พอ
3.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนแรก (First Content) ให้ใส่ Keyword ไว้ในตำแหน่ง 20 คำแรกโดยประมาณ ให้ชัดเจน หรืออาจจะใช้ตัวอักษรลักษณะเอียงก็ได้
4.ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link) คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วย
5.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนสุดท้ายของหน้า (The last content) เพื่อเน้นย้ำหรือใช้ในการสรุปเนื้อหา อาจจะใช้เป็นลักษณะตัวเอียงหรือหนา (แนะนำให้ใช้ tag คีย์เวิร์ด แทน คีย์เวิร์ด เพราะ Search Engine ชอบ HTML แบบเก่ามากกว่าแบบใหม่) ก็ ได้ครับ
6.ใช้ keyword ที่บริเวณ เมนูเลื่อนลง (Drop Down Menu) Drop down menu นี้เป็นที่ซ่อน Keyword ที่ดีอีกที่ที่ไม่ควรมองข้าม
7.ใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ (Folder name, File name) วิธีนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจพอสมควรครับกับการทดลองใช้ในหลายๆ เว็บที่ผมลอง หากต้องใช้ Keyword มากกว่า 1พยางค์ ควรใช้เครื่องหมาย ?-? เป็นตัวคั่นกลาง
8.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบายรูปภาพ (Images alt tag) การใช้ tag alt เข้าช่วยนั้นเพราะว่า Search Engine นั้นไม่รู้จักรูปภาพเราสามารถบอก Search Engine ให้รู้ว่าภาพนั้นเป็นภาพของอะไรได้โดยใช้ tag alt=?keyword? นี้เข้าช่วย
9.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบาย ลิงค์ (Text link title) การใช้ text link title นั้นคลายการใช้ tag alt เพียงแต่ tag นี้ใช้อธิบาย link
10.ใช้ keyword จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register) การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ
11.ในส่วนของเนื้อหา ให้เน้น keyword ด้วย tag คีย์เวิร์ด ซัก 2-3 แห่ง แต่ต้องระวังไม่ใส่มากเกินไป
12.ในช่วย ย่อหน้าแรกๆ ควนใส่คีย์เวิร์ด ใน tag < p> ประมาณ 2 ครั้ง จะเป็นการดี
credit: www.seoido.com
1.ใช้ keyword ที่บริเวณ ชื่อหน้าเพจ (Title) ให้เราใส่ Keyword ที่เราต้องการจะใส่โดยให้น้ำหนักจากการเรียงจาก ซ้ายไปขวา อันนี้สำคัญที่สุด ห้ามขาดหรือลืมใส่เด็ดขาด เพราะจะทำให้ Search Engine ไม่ทราบว่าเนื่อหาของเราเกี่ยวกับอะไร โดย search engine จะ Title เป็นข้อหัวหลัก แล้วเอาเนื้อหามาเป็นตัวเพิ่มคะแนนของเว็บเพจนั้นๆ
2.ใช้ keyword ที่บริเวณชื่อหัวข้อของเนื้อหา (Heading tag) โดยการใช้ H1,H2,H3 เป็นต้น แต่ไม่ควรใส่ keyword ในทุกๆ H ใส่แค่ H1 หรือ H2 ก็พอ
3.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนแรก (First Content) ให้ใส่ Keyword ไว้ในตำแหน่ง 20 คำแรกโดยประมาณ ให้ชัดเจน หรืออาจจะใช้ตัวอักษรลักษณะเอียงก็ได้
4.ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link) คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วย
5.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนสุดท้ายของหน้า (The last content) เพื่อเน้นย้ำหรือใช้ในการสรุปเนื้อหา อาจจะใช้เป็นลักษณะตัวเอียงหรือหนา (แนะนำให้ใช้ tag คีย์เวิร์ด แทน คีย์เวิร์ด เพราะ Search Engine ชอบ HTML แบบเก่ามากกว่าแบบใหม่) ก็ ได้ครับ
6.ใช้ keyword ที่บริเวณ เมนูเลื่อนลง (Drop Down Menu) Drop down menu นี้เป็นที่ซ่อน Keyword ที่ดีอีกที่ที่ไม่ควรมองข้าม
7.ใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ (Folder name, File name) วิธีนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจพอสมควรครับกับการทดลองใช้ในหลายๆ เว็บที่ผมลอง หากต้องใช้ Keyword มากกว่า 1พยางค์ ควรใช้เครื่องหมาย ?-? เป็นตัวคั่นกลาง
8.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบายรูปภาพ (Images alt tag) การใช้ tag alt เข้าช่วยนั้นเพราะว่า Search Engine นั้นไม่รู้จักรูปภาพเราสามารถบอก Search Engine ให้รู้ว่าภาพนั้นเป็นภาพของอะไรได้โดยใช้ tag alt=?keyword? นี้เข้าช่วย
9.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบาย ลิงค์ (Text link title) การใช้ text link title นั้นคลายการใช้ tag alt เพียงแต่ tag นี้ใช้อธิบาย link
10.ใช้ keyword จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register) การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ
11.ในส่วนของเนื้อหา ให้เน้น keyword ด้วย tag คีย์เวิร์ด ซัก 2-3 แห่ง แต่ต้องระวังไม่ใส่มากเกินไป
12.ในช่วย ย่อหน้าแรกๆ ควนใส่คีย์เวิร์ด ใน tag < p> ประมาณ 2 ครั้ง จะเป็นการดี
credit: www.seoido.com
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
บทความ SEO : วิธีค้นหา keyword จาก google โดยตรง.
เป็นวิธีที่พิลึก ค่อนข้างยุ่งยาก และซับซ้อน
โปรแกรมที่ต้องใช้
MS Excel
MS Access
ก่อนอื่นๆ หา keyword มา 1 คำ แล้ว ไปค้นใน
https://adwords.google.com/select/KeywordToolExternal
พอได้ keyword มาจะได้ ยาวๆๆ เยอะๆๆ มากๆๆ (ประมาณ 100 คำ หรือ 200 หรือ 300 โน้น)
ก็ให้เลือก Download all keywords: .csv (for excel),
คลิกดาวนโหลดที่ .csv (for excel)
แล้วเซฟลง desktop หรือ ใหนก็ได้ my document
ได้ไฟล์เซฟมา keywords.csv
ใช้โปรแกรม excel เปิดดู ( keywords.csv )
หรือ ใช้โปรแกรม textedit ที่ไม่ใช่ notepad เปิดดู
แล้วก็อปปี้ไฟล์ keyword ทั้งหมด(ตอนนี้ รายชื่อ keyword ทั้งหมดก็อปปั้อยู่ใน clipboard)
คลิกไปที่เว็บ
https://adwords.google.com/select/TrafficEstimatorSandbox
แล้วเอา keyword ทั้งหมด แปะลงไปในช่อง Enter keywords, one per line:
ใส่ลงไปใน Enter keywords, one per line:
ตอนนี้มี keyword เข้าไปแล้ว บรรทัดละ 1 คำ(ชุด)
(ช่องอื่นๆ กรอกไรก็ได้ ใส่ bid สูงๆสัก 10 เหรียญ งบต่อวัน 1 พันเหรียญ และเลือก ภาษา english และ ประเทศ USA)
ค้นหาข้อมูล ก็จะได้ข้อมูล bid ของ adwords สั่งโชวเยอะๆ ที่ 200 คลิกดาวนโหลดไฟล์
ข้อมูลที่ Traffic Estimator« Revise settings | Download as .csv
คลิกตรง Download as .csv
จะได้ไฟล์ estimates.csv
เปิดโปรแกรม MS Access.เลือก import data
แล้วสั่ง import wizard ให้นำเข้าข้อมูลจาก estimates.csv
สั่งไปสั่งมาก จนเสร็จ
โปรกรมนำข้อมูลทั้งหมดเข้ามาใน access แล้ว
เปิดจ้อมูลดูแบบตรงๆ เป็น ตาาราง ยาวๆ เยอะๆๆ
คลิกแถบ ราคา bid แถบแรก เลือก เรียลลำดับจาก มาไปหาน้อย
โปรแรกม acccess จะเรียงราคาสูงขึ้นมา
เลือก เอา 20 keyword แรก สั่งก็อปปี้ 20 keyword แรก ก็อปมาแปะลงในช่อง ของ TWG.
Related Keywords (one per line):
สั่ง TWG. ทำการ GEN.
ได้เว็บ 1 เว็บ แระ
โปรแกรมที่ต้องใช้
MS Excel
MS Access
ก่อนอื่นๆ หา keyword มา 1 คำ แล้ว ไปค้นใน
https://adwords.google.com/select/KeywordToolExternal
พอได้ keyword มาจะได้ ยาวๆๆ เยอะๆๆ มากๆๆ (ประมาณ 100 คำ หรือ 200 หรือ 300 โน้น)
ก็ให้เลือก Download all keywords: .csv (for excel),
คลิกดาวนโหลดที่ .csv (for excel)
แล้วเซฟลง desktop หรือ ใหนก็ได้ my document
ได้ไฟล์เซฟมา keywords.csv
ใช้โปรแกรม excel เปิดดู ( keywords.csv )
หรือ ใช้โปรแกรม textedit ที่ไม่ใช่ notepad เปิดดู
แล้วก็อปปี้ไฟล์ keyword ทั้งหมด(ตอนนี้ รายชื่อ keyword ทั้งหมดก็อปปั้อยู่ใน clipboard)
คลิกไปที่เว็บ
https://adwords.google.com/select/TrafficEstimatorSandbox
แล้วเอา keyword ทั้งหมด แปะลงไปในช่อง Enter keywords, one per line:
ใส่ลงไปใน Enter keywords, one per line:
ตอนนี้มี keyword เข้าไปแล้ว บรรทัดละ 1 คำ(ชุด)
(ช่องอื่นๆ กรอกไรก็ได้ ใส่ bid สูงๆสัก 10 เหรียญ งบต่อวัน 1 พันเหรียญ และเลือก ภาษา english และ ประเทศ USA)
ค้นหาข้อมูล ก็จะได้ข้อมูล bid ของ adwords สั่งโชวเยอะๆ ที่ 200 คลิกดาวนโหลดไฟล์
ข้อมูลที่ Traffic Estimator« Revise settings | Download as .csv
คลิกตรง Download as .csv
จะได้ไฟล์ estimates.csv
เปิดโปรแกรม MS Access.เลือก import data
แล้วสั่ง import wizard ให้นำเข้าข้อมูลจาก estimates.csv
สั่งไปสั่งมาก จนเสร็จ
โปรกรมนำข้อมูลทั้งหมดเข้ามาใน access แล้ว
เปิดจ้อมูลดูแบบตรงๆ เป็น ตาาราง ยาวๆ เยอะๆๆ
คลิกแถบ ราคา bid แถบแรก เลือก เรียลลำดับจาก มาไปหาน้อย
โปรแรกม acccess จะเรียงราคาสูงขึ้นมา
เลือก เอา 20 keyword แรก สั่งก็อปปี้ 20 keyword แรก ก็อปมาแปะลงในช่อง ของ TWG.
Related Keywords (one per line):
สั่ง TWG. ทำการ GEN.
ได้เว็บ 1 เว็บ แระ
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
บทความ SEO : Seo Practice - อะไรคือความหมายของคำว่าลิงค์คุณภาพ
หลายคนทราบดีว่าการโปรโมทเว็บให้ติดหน้าแรกในระบบค้นหาหรือเสิร์ชเอ็นจิ้น Google, Yahoo และ MSN นั้นมีประโยชน์อย่างไร และหลายคนก็คงทราบดีเช่นกันว่า ปัจจัยหนึ่งในการทำ SEO ที่ขาดไม่ได้เลย คือการหาลิ้งค์คุณภาพ (Quality Link) เข้ามาที่เว็บอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาคือ อะไรล่ะคือความหมายของคำว่า ลิ้งค์คุณภาพ
1. ลิ้งค์จากเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกัน - เช่น เว็บเกี่ยวกับรถยนต์ก็ควรมีลิ้งค์มาจากเว็บที่เกี่ยวรถยนต์หรือใกล้เคียง ถ้ามีลิ้งค์มาจากเว็บหาคู่ หรือร้านขายยา ไม่ปกติแน่นอน อย่างแรกที่ทุกคนมองข้ามไปเวลาหาลิ้งค์คือลิ้งค์ที่มาจากเว็บซึ่งมีเนื้อหา ใกล้เคียงกัน หลายคนขอให้ได้ลิ้งค์มาก่อนไม่ว่าจะเป็นจากที่ไหนก็ตาม ซึ่งไ่ม่ถูกต้องซะทีเดียว การมีลิ้งค์ที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมากในช่วงแรกจะช่วยเพิ่มอันดับเว็บของเว็บ ให้สูงขึ้น ก่อนที่จะตกลงในภายหลัง ดังนั้น การทำลิ้งค์แบบนั้นจึงไม่ใช่ทางออกในระยะยาวแน่นอน
2. ลิ้งค์ที่มีที่มาจากหลายแหล่ง - มีความแตกต่างแน่นอน ระหว่างลิ้งค์ที่มาจากเว็บเดีัยวกัน 10 อัน กับลิ้งค์ที่มาจาก 10 เว็บ เว็บละ 1 อัน แบบหลังลิ้งค์ที่มาแต่ละอันจะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแรก แต่ให้ยึดหลักตามข้อ 1 ด้วย
3. ลิ้งค์ที่ไม่ได้สแปมหรือสร้างขึ้นมาเอง - ลิ้งค์พวกนี้ได้แก่ลิ้งค์จากการไปสแปมบล็อก หรือจากการสร้างเครือข่ายบล็อกของตนเองขึ้นมา แล้วลิ้งค์กลับมาหาเว็บหลัก วิธีนี้อาจใช้ได้ผลเมื่อหลายปีก่อนแต่ปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลแล้ว
4. ลิ้งค์ที่มาจากหน้าที่มีเนื้อหาคุณภาพ - ระบบค้นหาใหญ่ ๆ อาทิ Google, Yahoo สามารถกรองคุณภาพเนื้อหาบนเว็บได้แบบคร่าว ๆ โดยอาศัยการจับตามหลักไวยกรณ์ แกรมม่า หน้่าที่มีเนื้่อหาสแปม เช่น ใช้คำซ้ำ ๆ กันโดยไม่มีเหตุผล จะถูกกรองออกไป หรือโดนลดคะแนนลง ระบบนี้ทำงานกับภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนในอนาคตคาดว่าภาษาอื่น ๆ ก็จะถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีลิ้งค์มาจากหน้าที่มีเืนื้อหาสแปมเพราะนอกจากจะไม่ช่วย ให้เว็บมีอันดับที่ดีขึ้นแล้ว อาจทำให้แย่ลงได้อีกด้วย
1. ลิ้งค์จากเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกัน - เช่น เว็บเกี่ยวกับรถยนต์ก็ควรมีลิ้งค์มาจากเว็บที่เกี่ยวรถยนต์หรือใกล้เคียง ถ้ามีลิ้งค์มาจากเว็บหาคู่ หรือร้านขายยา ไม่ปกติแน่นอน อย่างแรกที่ทุกคนมองข้ามไปเวลาหาลิ้งค์คือลิ้งค์ที่มาจากเว็บซึ่งมีเนื้อหา ใกล้เคียงกัน หลายคนขอให้ได้ลิ้งค์มาก่อนไม่ว่าจะเป็นจากที่ไหนก็ตาม ซึ่งไ่ม่ถูกต้องซะทีเดียว การมีลิ้งค์ที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมากในช่วงแรกจะช่วยเพิ่มอันดับเว็บของเว็บ ให้สูงขึ้น ก่อนที่จะตกลงในภายหลัง ดังนั้น การทำลิ้งค์แบบนั้นจึงไม่ใช่ทางออกในระยะยาวแน่นอน
2. ลิ้งค์ที่มีที่มาจากหลายแหล่ง - มีความแตกต่างแน่นอน ระหว่างลิ้งค์ที่มาจากเว็บเดีัยวกัน 10 อัน กับลิ้งค์ที่มาจาก 10 เว็บ เว็บละ 1 อัน แบบหลังลิ้งค์ที่มาแต่ละอันจะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแรก แต่ให้ยึดหลักตามข้อ 1 ด้วย
3. ลิ้งค์ที่ไม่ได้สแปมหรือสร้างขึ้นมาเอง - ลิ้งค์พวกนี้ได้แก่ลิ้งค์จากการไปสแปมบล็อก หรือจากการสร้างเครือข่ายบล็อกของตนเองขึ้นมา แล้วลิ้งค์กลับมาหาเว็บหลัก วิธีนี้อาจใช้ได้ผลเมื่อหลายปีก่อนแต่ปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลแล้ว
4. ลิ้งค์ที่มาจากหน้าที่มีเนื้อหาคุณภาพ - ระบบค้นหาใหญ่ ๆ อาทิ Google, Yahoo สามารถกรองคุณภาพเนื้อหาบนเว็บได้แบบคร่าว ๆ โดยอาศัยการจับตามหลักไวยกรณ์ แกรมม่า หน้่าที่มีเนื้่อหาสแปม เช่น ใช้คำซ้ำ ๆ กันโดยไม่มีเหตุผล จะถูกกรองออกไป หรือโดนลดคะแนนลง ระบบนี้ทำงานกับภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนในอนาคตคาดว่าภาษาอื่น ๆ ก็จะถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีลิ้งค์มาจากหน้าที่มีเืนื้อหาสแปมเพราะนอกจากจะไม่ช่วย ให้เว็บมีอันดับที่ดีขึ้นแล้ว อาจทำให้แย่ลงได้อีกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
บทความ SEO : 10 เหตุผลของการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต
500 – 1,000 Web Site ของบริษัทต่อวัน 2 - 10 % ของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสัปดาห์ คือ สถิติการเพิ่มขึ้นของเว็บไซต์ธุรกิจ และปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตของโลก (จากนิตยสาร Mediaweek ประเทศสหรัฐอเมริกา) นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการเติบโต ของอินเทอร์เน็ต และน่าศึกษาถึงเหตุผล ที่อินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจ เป็นอย่างมาก จากผู้ประกอบธุรกิจ จนนำธุรกิจของตนเองมา ไว้บนอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง
จากประสบการณ์ของผมที่ได้จัดอบรมและสัมมนามา รวมทั้งได้มีโอกาสให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักธุรกิจหลายท่าน ประกอบกับได้ ศึกษากรณีศึกษาของ บริษัทที่นำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ สามารถประมวลเหตุผลต่างๆ ได้ 10 เหตุผลที่จูงใจ ผู้ประกอบธุรกิจ ให้สนใจอินเทอร์เน็ต และนำธุรกิจของตนเองมาไว้บนอินเทอร์เน็ต ด้วยการจัดทำเว็บไซท์ เพื่อประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจตนเอง
10 เหตุผลของการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต
1. เพื่อให้ธุรกิจของตนเองพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทางอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้จำนวนเป็นร้อยล้านคนจากทั่วโลก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัวทุกปี ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ทุกคนไม่ควร มองข้ามตลาด และช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ เช่นนี้ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง สถานประกอบการ เวลาทำการของธุรกิจ ด้วยต้นทุนที่ประหยัด ดังนั้นบริษัทต่างๆ ที่รู้จักคุณประโยชน์ข้อนี้ จึงอดใจไม่ได้ ที่จะต้องพัฒนาธุรกิจ ของตนเอง โดยอาศัยคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตในการเตรียมความพร้อม ให้บริการทาง อินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้า ที่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ก่อนที่คู่แข่งของตนเองจะจับจองผูกใจลูกค้าไว้หมดแล้ว
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจ
ในการดำเนินธุรกิจการค้า การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ หรือ ผู้ให้บริการ ด้านต่างๆ แก่บริษัท เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก วิธีการสำคัญวิธีหนึ่งที่ นักธุรกิจใช้ในการ สร้างความสัมพันธ์และ เครือข่ายทางธุรกิจ ของตนเอง เมื่อได้มีโอกาสพบผู้ที่เกี่ยวข้องคือ การให้นามบัตร (Business Card) ซึ่งนามบัตรแบบทั่วไป จะให้ข้อมูลว่าตนเอง เป็นใคร อยู่ที่ไหน ขายสินค้า/ให้บริการอะไร แต่ในนามบัตรของนักธุรกิจที่มี Web Site ของตนเองนั้นจะบอกที่อยู่ บนอินเทอร์เน็ตของบริษัท คือ www.company-name.com ทำให้ผู้ที่มีความสนใจในบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าในต่างประเทศ สามารถดูข้อมูลของบริษัท สินค้า หรือบริการได้อย่างสะดวก และสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสขยายเครือข่ายของธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย
3. เพื่อให้ข้อมูลของบริษัทพร้อมให้ลูกค้าเข้ามาค้นหาได้
การเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาบริษัทได้และทำธุรกิจกับตนเอง ทั่วไปๆ มักจะลงโฆษณา ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง หรือ Directory ต่างๆ ซึ่งให้ข้อมูลของบริษัท อาทิ ซื่อ ที่อยู่ เวลาดำเนินการ สินค้า หรือบริการ ในพื้นที่โฆษณาที่จำกัด และ ข้อมูลอาจไม่ทันสมัย ตามสถานการณ์ของบริษัท แต่ในระบบอินเทอร์เน็ต ธุรกิจสามารถ ให้ลูกค้าเข้ามาค้นหา ข้อมูลของบริษัท ได้อย่างง่ายดาย และสามารถลงโฆษณาอะไรก็ได้มากเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลา อาทิ การเสนอส่วนลดพิเศษ สำหรับลูกค้าวันนี้ หรือสัปดาห์นี้ การจัดรายการพิเศษเพื่อส่งเสริมการขาย เช่น การตอบปัญหา หรือ การร่วมเล่นเกมต่างๆ ที่จูงใจลูกค้า ซึ่งหากบริษัทมีโอกาสให้ข้อมูลเหล่านี้แก่ลูกค้า จะมีส่วนช่วยให้ลูกค้า ตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการของ บริษัทได้มากขึ้นอีกด้วย
4. เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า
ด้วยคุณสมบัติของระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware & Software) และคุณสมบัติของเครือข่ายใยแมงมุม (www) ธุรกิจสามารถ ให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบที่ให้ลูกค้า สามารถค้นหาสินค้า และข้อมูลของสินค้า ที่ต้องการจาก ฐานข้อมูลสินค้าของธุรกิจ รวมทั้งวิธีการสั่งซื้อสินค้าและเงื่อนไขต่างๆ ด้วยตนเองตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามีข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ ซื้อสินค้าธุรกิจนั้นๆ มีสินค้า หรือ บริการที่ตรงตามความต้องการหรือไม่ ราคาเท่าไร มีจำนวนเท่าไร จะจัดส่งให้โดยวิธีอะไร มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเท่าไร จะได้รับสินค้าเมื่อไร จะชำระเงินโดยวิธีใด จะให้จัดส่งสินค้าไปที่ไหน สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร วิธีการใช้สินค้า ข้อควรระวังเกี่ยวกับสินค้า เงื่อนไขและส่วนลดพิเศษ ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ลูกค้ายังสามารถ ตรวจสอบได้อีกว่า สินค้าที่ได้สั่งซื้อไว้แล้ว ได้รับการจัดส่งเมื่อไหร่
5. ขยายผลและขอบเขตการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น
เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ทำให้โลกของการติดต่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างไร้พรมแดน ทำให้ข้อมูล การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์ของบริษัท สามารถกระจายไปยัง ใครก็ตาม (anybody) อยู่เมืองใด ประเทศใดก็ตาม (anywhere) ที่สามารถเข้าสู่ ระบบอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยของบริษัทดังกล่าวได้ ในขณะที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อๆ อาทิ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ จะจำกัดอยู่ในวงของผู้ที่เป็นสมาชิก หรือเครือข่ายการรับส่งของวิทยุ (จังหวัด) หรือโทรทัศน์(ประเทศ) และ ยังถูกจำกัดด้วย ขนาดของคอลัมน์ เวลาออกอากาศ (30 วินาที หรือ 1 นาที) ที่มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อต่างๆ ควบคู่ กับการใช้ อินเทอร์เน็ต จะทำให้ธุรกิจ สามารถเข้าสู่ตลาดและเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพราะลูกค้าสามารถอาจได้ยินเรื่องราวจากสื่อต่างๆ และ สามารถดู ข้อมูลรายละเอียด เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าในต่างประเทศที่เห็นข้อความโฆษณาในนิตยสาร สามารถ เข้ามาค้นหาข้อมูล อย่างละเอียดจากเว็บไซต์บริษัท
6. ขจัดปัญหาด้านเวลาดำเนินการของธุรกิจ
เนื่องจากเวลาดำเนินการของสำนักงานของบริษัททั่วไป คือ 8.00 - 17.00 น. แต่ในความเป็นจริง ยังไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของลูกค้า ที่บางครั้งต้องการติดต่อ และ ขอบริการจากบริษัทนอกเวลาเปิดทำการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ทำธุรกิจการค้า ระหว่างประเทศ ที่มีปัญหา เรื่องของเวลาทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบอินเทอร์เน็ตสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้ โดยสามารถ ตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อาทิ การตอบปัญหาเกี่ยวกับการใช้สินค้า การรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า (Electronic Mail) การส่งเอกสารการซื้อ-ขายสินค้าฯลฯ นอกจากนี้ หากเชื่อมต่อระบบ E-mail กับระบบสื่อสารภายในประเทศ (Pager หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่) ที่ให้บริการในปัจจุบัน ให้ส่งผ่านข้อมูลจากระบบ E-mail มายัง Pager หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จะทำให้ธุรกิจ ไม่พลาดการติดต่อสื่อสาร กับลูกค้าหรือผู้ร่วมธุรกิจเลย โดยมี Web Site ของบริษัทเป็น ศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน และภายนอกบริษัท
7. การขายสินค้าหรือบริการ
อินเทอร์เน็ต นอกจากจะเป็นสื่อในการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าแล้ว ยังเป็นช่องทางการตลาด และ เป็นวิธีการในการ ขายสินค้าแก่ลูกค้าที่ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำแนะนำและข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า การตกลงเงื่อนไขทางการค้า การต่อรองราคาสินค้า การเลือกวิธีการขนส่ง จนกระทั่งการชำระเงินค่าสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิต หรือระบบ Telebanking ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่าการขายสินค้าสามารถจะกระทำได้โดยวิธีอื่นๆ อาทิ การขายหน้าร้าน การขายผ่านไปรษณีย์ การขายทางโทรศัพท์ การขายแบบ Direct Sales ก็ตาม วิธีการขายผ่านทาง Internet เป็นวิธีการขายที่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่น้อยที่สุด และ มีโอกาสในการ ขยายตลาดได้มากที่สุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในการสื่อสาร ข้อมูลการค้าซึ่งกันและกัน
8. การนำเสนอข้อมูลของธุรกิจแบบ Multi-media
เนื่องจากบนอินเทอร์เน็ตนั้น บริษัทที่มีเว็บไซต์ของตนเองสามารถที่จะนำตัวหนังสือ ภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง มานำเสนอเรื่องราวของบริษัท สินค้า หรือบริการของบริษัท มาเตรียมพร้อมไว้ให้ลูกค้าที่เข้ามาในเว็บไซต์ของบริษัทได้ ด้วยคุณสมบัติ ข้อนี้เอง ทำให้บริษัทมากมาย สามารถนำข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ในรูปแบบต่างๆ มานำเสนอแก่ลูกค้า เพื่อเป็นข้อมูล ประกอบ การตัดสินใจ ในการเลือกสินค้า หรือ ใช้บริการได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการ อาทิ VDO แนะนำคุณสมบัติของสินค้า ข้อมูล Multi-media แบบ Interactive ที่ช่วยลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอย่างเสื้อผ้า เพลง หนังสือ ของประดับตกแต่งบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับลูกค้าในต่างประเทศ ที่ได้มีโอกาส รับรู้ และเข้าใจใน ตัวสินค้า หรือบริการของบริษัท
9. การเข้าสู่ตลาดที่ลูกค้ามีความต้องการบริโภคสินค้าสูง (Highly Desirable Demographic Market)
เนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาสูง หรืออยู่ในช่วงกำลังศึกษา หรือ อยู่ในวัยเพิ่งสำเร็จการศึกษา และกำลังเริ่มต้น ทำงานสร้างตนเอง ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเดือน/รายได้อยู่ในเกณฑ์ระดับสูงของสังคม และมีอำนาจในการซื้อ/บริโภคสินค้าสูง และในอนาคตเพียงไม่กี่ปีนี้ กลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นผู้บริโภคที่มีความสำคัญมากบนอินเทอร์เน็ต และ มีพฤติกรรมการบริโภค ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ หรือช่องทางอย่างหนึ่งในการบริโภคสินค้า ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลของสินค้า/บริการ การเปรียบเทียบ คุณสมบัติ และราคาสินค้า/บริการของแต่ละบริษัท การซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต และต้องการบริการหลังการขายทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ ไม่ควรมองข้ามผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว หากแต่ควรเตรียมความพร้อม ของธุรกิจให้สามารถ ตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ผ่านทาง อินเทอร์เน็ต เพื่อรักษาสมรรถภาพในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคตต่อไป
10. การตอบคำถามของลูกค้าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ (Frequently Asked Questions)
ลูกค้าหรือผู้ทำธุรกิจร่วมกันของบริษัทต่างๆ มักจะมีคำถามเกี่ยวกับบริษัทหรือสินค้า ที่เหมือนๆ กัน อาทิ บริษัทก่อตั้งเมื่อไร ใครเป็นผู้บริหาร/เจ้าของ มีวัตถุประสงค์ของบริษัทอย่างไร สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร มีวิธีใช้สินค้าอย่างไร เมื่อสินค้าเสียหายจะติดต่อใคร จะซ่อมแซมสินค้าได้ที่ไหน สินค้ามีอายุการใช้งานนานเท่าไร จะซื้อสินค้าได้ที่ไหนบ้าง ฯลฯ ซึ่งพนักงานที่มีหน้าที่ตอบคำถามเหล่านี้ จะต้องใช้เวลามากกับ การตอบคำถามประเภทเดียวกัน และบางครั้งทำให้ไม่ สามารถทำงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย ให้ลุล่วงไปได้ ดังนั้น บนอินเทอร์เน็ต บริษัทสามารถสร้าง ระบบสำหรับการตอบคำถามที่เกิดขึ้นบ่อย คอยให้บริการลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดเวลาในการ ตอบคำถามดังกล่าว ของพนักงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาตอบคำถามด้วย นอกจากนี้ ระบบตอบคำถามบน อินเทอร์เน็ตยัง สามารถให้บริการ ได้ตลอดเวลาอีกด้วย และไม่มีการเบื่อหน่ายในการตอบคำถามดังกล่าวเลย หากแต่จะช่วย รวบรวมคำถามดังกล่าว หรือ คำถามใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการของบริษัท
จากประสบการณ์ของผมที่ได้จัดอบรมและสัมมนามา รวมทั้งได้มีโอกาสให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักธุรกิจหลายท่าน ประกอบกับได้ ศึกษากรณีศึกษาของ บริษัทที่นำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ สามารถประมวลเหตุผลต่างๆ ได้ 10 เหตุผลที่จูงใจ ผู้ประกอบธุรกิจ ให้สนใจอินเทอร์เน็ต และนำธุรกิจของตนเองมาไว้บนอินเทอร์เน็ต ด้วยการจัดทำเว็บไซท์ เพื่อประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจตนเอง
10 เหตุผลของการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต
1. เพื่อให้ธุรกิจของตนเองพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทางอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้จำนวนเป็นร้อยล้านคนจากทั่วโลก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัวทุกปี ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ทุกคนไม่ควร มองข้ามตลาด และช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ เช่นนี้ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง สถานประกอบการ เวลาทำการของธุรกิจ ด้วยต้นทุนที่ประหยัด ดังนั้นบริษัทต่างๆ ที่รู้จักคุณประโยชน์ข้อนี้ จึงอดใจไม่ได้ ที่จะต้องพัฒนาธุรกิจ ของตนเอง โดยอาศัยคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตในการเตรียมความพร้อม ให้บริการทาง อินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้า ที่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ก่อนที่คู่แข่งของตนเองจะจับจองผูกใจลูกค้าไว้หมดแล้ว
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจ
ในการดำเนินธุรกิจการค้า การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ หรือ ผู้ให้บริการ ด้านต่างๆ แก่บริษัท เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก วิธีการสำคัญวิธีหนึ่งที่ นักธุรกิจใช้ในการ สร้างความสัมพันธ์และ เครือข่ายทางธุรกิจ ของตนเอง เมื่อได้มีโอกาสพบผู้ที่เกี่ยวข้องคือ การให้นามบัตร (Business Card) ซึ่งนามบัตรแบบทั่วไป จะให้ข้อมูลว่าตนเอง เป็นใคร อยู่ที่ไหน ขายสินค้า/ให้บริการอะไร แต่ในนามบัตรของนักธุรกิจที่มี Web Site ของตนเองนั้นจะบอกที่อยู่ บนอินเทอร์เน็ตของบริษัท คือ www.company-name.com ทำให้ผู้ที่มีความสนใจในบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าในต่างประเทศ สามารถดูข้อมูลของบริษัท สินค้า หรือบริการได้อย่างสะดวก และสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสขยายเครือข่ายของธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย
3. เพื่อให้ข้อมูลของบริษัทพร้อมให้ลูกค้าเข้ามาค้นหาได้
การเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาบริษัทได้และทำธุรกิจกับตนเอง ทั่วไปๆ มักจะลงโฆษณา ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง หรือ Directory ต่างๆ ซึ่งให้ข้อมูลของบริษัท อาทิ ซื่อ ที่อยู่ เวลาดำเนินการ สินค้า หรือบริการ ในพื้นที่โฆษณาที่จำกัด และ ข้อมูลอาจไม่ทันสมัย ตามสถานการณ์ของบริษัท แต่ในระบบอินเทอร์เน็ต ธุรกิจสามารถ ให้ลูกค้าเข้ามาค้นหา ข้อมูลของบริษัท ได้อย่างง่ายดาย และสามารถลงโฆษณาอะไรก็ได้มากเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลา อาทิ การเสนอส่วนลดพิเศษ สำหรับลูกค้าวันนี้ หรือสัปดาห์นี้ การจัดรายการพิเศษเพื่อส่งเสริมการขาย เช่น การตอบปัญหา หรือ การร่วมเล่นเกมต่างๆ ที่จูงใจลูกค้า ซึ่งหากบริษัทมีโอกาสให้ข้อมูลเหล่านี้แก่ลูกค้า จะมีส่วนช่วยให้ลูกค้า ตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการของ บริษัทได้มากขึ้นอีกด้วย
4. เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า
ด้วยคุณสมบัติของระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware & Software) และคุณสมบัติของเครือข่ายใยแมงมุม (www) ธุรกิจสามารถ ให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบที่ให้ลูกค้า สามารถค้นหาสินค้า และข้อมูลของสินค้า ที่ต้องการจาก ฐานข้อมูลสินค้าของธุรกิจ รวมทั้งวิธีการสั่งซื้อสินค้าและเงื่อนไขต่างๆ ด้วยตนเองตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามีข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ ซื้อสินค้าธุรกิจนั้นๆ มีสินค้า หรือ บริการที่ตรงตามความต้องการหรือไม่ ราคาเท่าไร มีจำนวนเท่าไร จะจัดส่งให้โดยวิธีอะไร มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเท่าไร จะได้รับสินค้าเมื่อไร จะชำระเงินโดยวิธีใด จะให้จัดส่งสินค้าไปที่ไหน สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร วิธีการใช้สินค้า ข้อควรระวังเกี่ยวกับสินค้า เงื่อนไขและส่วนลดพิเศษ ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ลูกค้ายังสามารถ ตรวจสอบได้อีกว่า สินค้าที่ได้สั่งซื้อไว้แล้ว ได้รับการจัดส่งเมื่อไหร่
5. ขยายผลและขอบเขตการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น
เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ทำให้โลกของการติดต่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างไร้พรมแดน ทำให้ข้อมูล การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์ของบริษัท สามารถกระจายไปยัง ใครก็ตาม (anybody) อยู่เมืองใด ประเทศใดก็ตาม (anywhere) ที่สามารถเข้าสู่ ระบบอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยของบริษัทดังกล่าวได้ ในขณะที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อๆ อาทิ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ จะจำกัดอยู่ในวงของผู้ที่เป็นสมาชิก หรือเครือข่ายการรับส่งของวิทยุ (จังหวัด) หรือโทรทัศน์(ประเทศ) และ ยังถูกจำกัดด้วย ขนาดของคอลัมน์ เวลาออกอากาศ (30 วินาที หรือ 1 นาที) ที่มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อต่างๆ ควบคู่ กับการใช้ อินเทอร์เน็ต จะทำให้ธุรกิจ สามารถเข้าสู่ตลาดและเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพราะลูกค้าสามารถอาจได้ยินเรื่องราวจากสื่อต่างๆ และ สามารถดู ข้อมูลรายละเอียด เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าในต่างประเทศที่เห็นข้อความโฆษณาในนิตยสาร สามารถ เข้ามาค้นหาข้อมูล อย่างละเอียดจากเว็บไซต์บริษัท
6. ขจัดปัญหาด้านเวลาดำเนินการของธุรกิจ
เนื่องจากเวลาดำเนินการของสำนักงานของบริษัททั่วไป คือ 8.00 - 17.00 น. แต่ในความเป็นจริง ยังไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของลูกค้า ที่บางครั้งต้องการติดต่อ และ ขอบริการจากบริษัทนอกเวลาเปิดทำการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ทำธุรกิจการค้า ระหว่างประเทศ ที่มีปัญหา เรื่องของเวลาทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบอินเทอร์เน็ตสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้ โดยสามารถ ตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อาทิ การตอบปัญหาเกี่ยวกับการใช้สินค้า การรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า (Electronic Mail) การส่งเอกสารการซื้อ-ขายสินค้าฯลฯ นอกจากนี้ หากเชื่อมต่อระบบ E-mail กับระบบสื่อสารภายในประเทศ (Pager หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่) ที่ให้บริการในปัจจุบัน ให้ส่งผ่านข้อมูลจากระบบ E-mail มายัง Pager หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จะทำให้ธุรกิจ ไม่พลาดการติดต่อสื่อสาร กับลูกค้าหรือผู้ร่วมธุรกิจเลย โดยมี Web Site ของบริษัทเป็น ศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน และภายนอกบริษัท
7. การขายสินค้าหรือบริการ
อินเทอร์เน็ต นอกจากจะเป็นสื่อในการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าแล้ว ยังเป็นช่องทางการตลาด และ เป็นวิธีการในการ ขายสินค้าแก่ลูกค้าที่ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำแนะนำและข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า การตกลงเงื่อนไขทางการค้า การต่อรองราคาสินค้า การเลือกวิธีการขนส่ง จนกระทั่งการชำระเงินค่าสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิต หรือระบบ Telebanking ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่าการขายสินค้าสามารถจะกระทำได้โดยวิธีอื่นๆ อาทิ การขายหน้าร้าน การขายผ่านไปรษณีย์ การขายทางโทรศัพท์ การขายแบบ Direct Sales ก็ตาม วิธีการขายผ่านทาง Internet เป็นวิธีการขายที่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่น้อยที่สุด และ มีโอกาสในการ ขยายตลาดได้มากที่สุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในการสื่อสาร ข้อมูลการค้าซึ่งกันและกัน
8. การนำเสนอข้อมูลของธุรกิจแบบ Multi-media
เนื่องจากบนอินเทอร์เน็ตนั้น บริษัทที่มีเว็บไซต์ของตนเองสามารถที่จะนำตัวหนังสือ ภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง มานำเสนอเรื่องราวของบริษัท สินค้า หรือบริการของบริษัท มาเตรียมพร้อมไว้ให้ลูกค้าที่เข้ามาในเว็บไซต์ของบริษัทได้ ด้วยคุณสมบัติ ข้อนี้เอง ทำให้บริษัทมากมาย สามารถนำข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ในรูปแบบต่างๆ มานำเสนอแก่ลูกค้า เพื่อเป็นข้อมูล ประกอบ การตัดสินใจ ในการเลือกสินค้า หรือ ใช้บริการได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการ อาทิ VDO แนะนำคุณสมบัติของสินค้า ข้อมูล Multi-media แบบ Interactive ที่ช่วยลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอย่างเสื้อผ้า เพลง หนังสือ ของประดับตกแต่งบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับลูกค้าในต่างประเทศ ที่ได้มีโอกาส รับรู้ และเข้าใจใน ตัวสินค้า หรือบริการของบริษัท
9. การเข้าสู่ตลาดที่ลูกค้ามีความต้องการบริโภคสินค้าสูง (Highly Desirable Demographic Market)
เนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาสูง หรืออยู่ในช่วงกำลังศึกษา หรือ อยู่ในวัยเพิ่งสำเร็จการศึกษา และกำลังเริ่มต้น ทำงานสร้างตนเอง ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเดือน/รายได้อยู่ในเกณฑ์ระดับสูงของสังคม และมีอำนาจในการซื้อ/บริโภคสินค้าสูง และในอนาคตเพียงไม่กี่ปีนี้ กลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นผู้บริโภคที่มีความสำคัญมากบนอินเทอร์เน็ต และ มีพฤติกรรมการบริโภค ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ หรือช่องทางอย่างหนึ่งในการบริโภคสินค้า ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลของสินค้า/บริการ การเปรียบเทียบ คุณสมบัติ และราคาสินค้า/บริการของแต่ละบริษัท การซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต และต้องการบริการหลังการขายทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ ไม่ควรมองข้ามผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว หากแต่ควรเตรียมความพร้อม ของธุรกิจให้สามารถ ตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ผ่านทาง อินเทอร์เน็ต เพื่อรักษาสมรรถภาพในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคตต่อไป
10. การตอบคำถามของลูกค้าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ (Frequently Asked Questions)
ลูกค้าหรือผู้ทำธุรกิจร่วมกันของบริษัทต่างๆ มักจะมีคำถามเกี่ยวกับบริษัทหรือสินค้า ที่เหมือนๆ กัน อาทิ บริษัทก่อตั้งเมื่อไร ใครเป็นผู้บริหาร/เจ้าของ มีวัตถุประสงค์ของบริษัทอย่างไร สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร มีวิธีใช้สินค้าอย่างไร เมื่อสินค้าเสียหายจะติดต่อใคร จะซ่อมแซมสินค้าได้ที่ไหน สินค้ามีอายุการใช้งานนานเท่าไร จะซื้อสินค้าได้ที่ไหนบ้าง ฯลฯ ซึ่งพนักงานที่มีหน้าที่ตอบคำถามเหล่านี้ จะต้องใช้เวลามากกับ การตอบคำถามประเภทเดียวกัน และบางครั้งทำให้ไม่ สามารถทำงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย ให้ลุล่วงไปได้ ดังนั้น บนอินเทอร์เน็ต บริษัทสามารถสร้าง ระบบสำหรับการตอบคำถามที่เกิดขึ้นบ่อย คอยให้บริการลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดเวลาในการ ตอบคำถามดังกล่าว ของพนักงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาตอบคำถามด้วย นอกจากนี้ ระบบตอบคำถามบน อินเทอร์เน็ตยัง สามารถให้บริการ ได้ตลอดเวลาอีกด้วย และไม่มีการเบื่อหน่ายในการตอบคำถามดังกล่าวเลย หากแต่จะช่วย รวบรวมคำถามดังกล่าว หรือ คำถามใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการของบริษัท
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)