วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : ปรับแต่ง Blogger ให้แรงสุดๆ ด้วย SEO

Blogger นอกจากจะฟรีแล้วยังมี Theme สวยๆให้เลือกมากมาย

ไม่ต้องห่วงเรื่องแบนวิทธิ์ ห่วงแต่ว่า มันจะแบนเรา

วันนี้มาแนะนำวิธีปรับแต่ง Onpage ให้ Blogger กันครับ


วิธีแรก ปรับให้หัวข้อเรื่อง หรือ keyword มาก่อน description ตรง title bar อะครับ

(ก่อนทำอย่าลืม back up template ไว้ก่อนนะครับ)

1. ไปที่ Layout -> Edit HTML

2. หา < title >< data:blog.pageTitle/ >

3. แทนที่ด้วย code ด้านล่างมีให้เลือก 4 แบบ

(ผมใช้แบบที่ 3 ครับมันจะมี | คั่นระหว่าง title ให้)



แบบที่ 1

< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >


< title >< data:blog.title />< b:else />

< title >< data:blog.pageName />



แบบที่ 2

< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title> - < data:blog.title />
< b:else />
< title >< data:blog.pageTitle />



แบบที่ 3

< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >
< title > < data:blog.pageName /> | < b:else /> < title >
< data:blog.pageTitle />


แบบที่ 4

< b:if cond='data:blog.pageType == "index"' >< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "archive" '>< title >< data:blog.title /> : Your Blog Title Goes Here
< meta content='Add Your Description' name='Description' />
< meta content='Add Your Keywords' name='Keywords' />< b:else />
< b:if cond='data:blog.pageType == "item"' >< title >< data:blog.pageName /> -
< data:blog.title />
< meta expr:content='data:blog.pageTitle' name='Keywords' />



วิธีใส่ Meta tag และ Meta Description

1. หา < b:include data='blog' name='all-head-content' />

2. แทนที่ด้วย

< meta content='DESCRIPTION' name='description' />
< meta content='KEYWORDS' name='keywords' />
< meta content='AUTHOR' name='author' />

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : ทำ seo โดยใส่ keyword ในส่วนต่างๆ ของเว็บเพจ

เราควรใส่ keyword ในเว็บเพจตรงใหนดี ?
1.ใช้ keyword ที่บริเวณ ชื่อหน้าเพจ (Title) ให้เราใส่ Keyword ที่เราต้องการจะใส่โดยให้น้ำหนักจากการเรียงจาก ซ้ายไปขวา อันนี้สำคัญที่สุด ห้ามขาดหรือลืมใส่เด็ดขาด เพราะจะทำให้ Search Engine ไม่ทราบว่าเนื่อหาของเราเกี่ยวกับอะไร โดย search engine จะ Title เป็นข้อหัวหลัก แล้วเอาเนื้อหามาเป็นตัวเพิ่มคะแนนของเว็บเพจนั้นๆ
2.ใช้ keyword ที่บริเวณชื่อหัวข้อของเนื้อหา (Heading tag) โดยการใช้ H1,H2,H3 เป็นต้น แต่ไม่ควรใส่ keyword ในทุกๆ H ใส่แค่ H1 หรือ H2 ก็พอ
3.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนแรก (First Content) ให้ใส่ Keyword ไว้ในตำแหน่ง 20 คำแรกโดยประมาณ ให้ชัดเจน หรืออาจจะใช้ตัวอักษรลักษณะเอียงก็ได้
4.ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link) คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วย
5.ใช้ keyword ที่บริเวณ เนื้อหาในส่วนสุดท้ายของหน้า (The last content) เพื่อเน้นย้ำหรือใช้ในการสรุปเนื้อหา อาจจะใช้เป็นลักษณะตัวเอียงหรือหนา (แนะนำให้ใช้ tag คีย์เวิร์ด แทน คีย์เวิร์ด เพราะ Search Engine ชอบ HTML แบบเก่ามากกว่าแบบใหม่) ก็ ได้ครับ
6.ใช้ keyword ที่บริเวณ เมนูเลื่อนลง (Drop Down Menu) Drop down menu นี้เป็นที่ซ่อน Keyword ที่ดีอีกที่ที่ไม่ควรมองข้าม
7.ใช้ keyword ตั้งชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ (Folder name, File name) วิธีนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจพอสมควรครับกับการทดลองใช้ในหลายๆ เว็บที่ผมลอง หากต้องใช้ Keyword มากกว่า 1พยางค์ ควรใช้เครื่องหมาย ?-? เป็นตัวคั่นกลาง
8.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบายรูปภาพ (Images alt tag) การใช้ tag alt เข้าช่วยนั้นเพราะว่า Search Engine นั้นไม่รู้จักรูปภาพเราสามารถบอก Search Engine ให้รู้ว่าภาพนั้นเป็นภาพของอะไรได้โดยใช้ tag alt=?keyword? นี้เข้าช่วย
9.ใช้ keyword ที่บริเวณ คำอธิบาย ลิงค์ (Text link title) การใช้ text link title นั้นคลายการใช้ tag alt เพียงแต่ tag นี้ใช้อธิบาย link
10.ใช้ keyword จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register) การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ
11.ในส่วนของเนื้อหา ให้เน้น keyword ด้วย tag คีย์เวิร์ด ซัก 2-3 แห่ง แต่ต้องระวังไม่ใส่มากเกินไป
12.ในช่วย ย่อหน้าแรกๆ ควนใส่คีย์เวิร์ด ใน tag < p> ประมาณ 2 ครั้ง จะเป็นการดี

credit: www.seoido.com

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : วิธีค้นหา keyword จาก google โดยตรง.

เป็นวิธีที่พิลึก ค่อนข้างยุ่งยาก และซับซ้อน

โปรแกรมที่ต้องใช้
MS Excel
MS Access

ก่อนอื่นๆ หา keyword มา 1 คำ แล้ว ไปค้นใน
https://adwords.google.com/select/KeywordToolExternal
พอได้ keyword มาจะได้ ยาวๆๆ เยอะๆๆ มากๆๆ (ประมาณ 100 คำ หรือ 200 หรือ 300 โน้น)
ก็ให้เลือก Download all keywords: .csv (for excel),
คลิกดาวนโหลดที่ .csv (for excel)
แล้วเซฟลง desktop หรือ ใหนก็ได้ my document
ได้ไฟล์เซฟมา keywords.csv

ใช้โปรแกรม excel เปิดดู ( keywords.csv )
หรือ ใช้โปรแกรม textedit ที่ไม่ใช่ notepad เปิดดู
แล้วก็อปปี้ไฟล์ keyword ทั้งหมด(ตอนนี้ รายชื่อ keyword ทั้งหมดก็อปปั้อยู่ใน clipboard)

คลิกไปที่เว็บ
https://adwords.google.com/select/TrafficEstimatorSandbox
แล้วเอา keyword ทั้งหมด แปะลงไปในช่อง Enter keywords, one per line:
ใส่ลงไปใน Enter keywords, one per line:

ตอนนี้มี keyword เข้าไปแล้ว บรรทัดละ 1 คำ(ชุด)
(ช่องอื่นๆ กรอกไรก็ได้ ใส่ bid สูงๆสัก 10 เหรียญ งบต่อวัน 1 พันเหรียญ และเลือก ภาษา english และ ประเทศ USA)

ค้นหาข้อมูล ก็จะได้ข้อมูล bid ของ adwords สั่งโชวเยอะๆ ที่ 200 คลิกดาวนโหลดไฟล์
ข้อมูลที่ Traffic Estimator« Revise settings | Download as .csv

คลิกตรง Download as .csv
จะได้ไฟล์ estimates.csv

เปิดโปรแกรม MS Access.เลือก import data
แล้วสั่ง import wizard ให้นำเข้าข้อมูลจาก estimates.csv
สั่งไปสั่งมาก จนเสร็จ

โปรกรมนำข้อมูลทั้งหมดเข้ามาใน access แล้ว
เปิดจ้อมูลดูแบบตรงๆ เป็น ตาาราง ยาวๆ เยอะๆๆ
คลิกแถบ ราคา bid แถบแรก เลือก เรียลลำดับจาก มาไปหาน้อย
โปรแรกม acccess จะเรียงราคาสูงขึ้นมา
เลือก เอา 20 keyword แรก สั่งก็อปปี้ 20 keyword แรก ก็อปมาแปะลงในช่อง ของ TWG.
Related Keywords (one per line):
สั่ง TWG. ทำการ GEN.

ได้เว็บ 1 เว็บ แระ

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : Seo Practice - อะไรคือความหมายของคำว่าลิงค์คุณภาพ

หลายคนทราบดีว่าการโปรโมทเว็บให้ติดหน้าแรกในระบบค้นหาหรือเสิร์ชเอ็นจิ้น Google, Yahoo และ MSN นั้นมีประโยชน์อย่างไร และหลายคนก็คงทราบดีเช่นกันว่า ปัจจัยหนึ่งในการทำ SEO ที่ขาดไม่ได้เลย คือการหาลิ้งค์คุณภาพ (Quality Link) เข้ามาที่เว็บอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาคือ อะไรล่ะคือความหมายของคำว่า ลิ้งค์คุณภาพ

1. ลิ้งค์จากเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกัน - เช่น เว็บเกี่ยวกับรถยนต์ก็ควรมีลิ้งค์มาจากเว็บที่เกี่ยวรถยนต์หรือใกล้เคียง ถ้ามีลิ้งค์มาจากเว็บหาคู่ หรือร้านขายยา ไม่ปกติแน่นอน อย่างแรกที่ทุกคนมองข้ามไปเวลาหาลิ้งค์คือลิ้งค์ที่มาจากเว็บซึ่งมีเนื้อหา ใกล้เคียงกัน หลายคนขอให้ได้ลิ้งค์มาก่อนไม่ว่าจะเป็นจากที่ไหนก็ตาม ซึ่งไ่ม่ถูกต้องซะทีเดียว การมีลิ้งค์ที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมากในช่วงแรกจะช่วยเพิ่มอันดับเว็บของเว็บ ให้สูงขึ้น ก่อนที่จะตกลงในภายหลัง ดังนั้น การทำลิ้งค์แบบนั้นจึงไม่ใช่ทางออกในระยะยาวแน่นอน

2. ลิ้งค์ที่มีที่มาจากหลายแหล่ง - มีความแตกต่างแน่นอน ระหว่างลิ้งค์ที่มาจากเว็บเดีัยวกัน 10 อัน กับลิ้งค์ที่มาจาก 10 เว็บ เว็บละ 1 อัน แบบหลังลิ้งค์ที่มาแต่ละอันจะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแรก แต่ให้ยึดหลักตามข้อ 1 ด้วย

3. ลิ้งค์ที่ไม่ได้สแปมหรือสร้างขึ้นมาเอง - ลิ้งค์พวกนี้ได้แก่ลิ้งค์จากการไปสแปมบล็อก หรือจากการสร้างเครือข่ายบล็อกของตนเองขึ้นมา แล้วลิ้งค์กลับมาหาเว็บหลัก วิธีนี้อาจใช้ได้ผลเมื่อหลายปีก่อนแต่ปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลแล้ว

4. ลิ้งค์ที่มาจากหน้าที่มีเนื้อหาคุณภาพ - ระบบค้นหาใหญ่ ๆ อาทิ Google, Yahoo สามารถกรองคุณภาพเนื้อหาบนเว็บได้แบบคร่าว ๆ โดยอาศัยการจับตามหลักไวยกรณ์ แกรมม่า หน้่าที่มีเนื้่อหาสแปม เช่น ใช้คำซ้ำ ๆ กันโดยไม่มีเหตุผล จะถูกกรองออกไป หรือโดนลดคะแนนลง ระบบนี้ทำงานกับภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนในอนาคตคาดว่าภาษาอื่น ๆ ก็จะถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีลิ้งค์มาจากหน้าที่มีเืนื้อหาสแปมเพราะนอกจากจะไม่ช่วย ให้เว็บมีอันดับที่ดีขึ้นแล้ว อาจทำให้แย่ลงได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : 10 เหตุผลของการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต

500 – 1,000 Web Site ของบริษัทต่อวัน 2 - 10 % ของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสัปดาห์ คือ สถิติการเพิ่มขึ้นของเว็บไซต์ธุรกิจ และปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตของโลก (จากนิตยสาร Mediaweek ประเทศสหรัฐอเมริกา) นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการเติบโต ของอินเทอร์เน็ต และน่าศึกษาถึงเหตุผล ที่อินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจ เป็นอย่างมาก จากผู้ประกอบธุรกิจ จนนำธุรกิจของตนเองมา ไว้บนอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง


จากประสบการณ์ของผมที่ได้จัดอบรมและสัมมนามา รวมทั้งได้มีโอกาสให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักธุรกิจหลายท่าน ประกอบกับได้ ศึกษากรณีศึกษาของ บริษัทที่นำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ สามารถประมวลเหตุผลต่างๆ ได้ 10 เหตุผลที่จูงใจ ผู้ประกอบธุรกิจ ให้สนใจอินเทอร์เน็ต และนำธุรกิจของตนเองมาไว้บนอินเทอร์เน็ต ด้วยการจัดทำเว็บไซท์ เพื่อประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจตนเอง

10 เหตุผลของการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต

1. เพื่อให้ธุรกิจของตนเองพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทางอินเทอร์เน็ต

เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้จำนวนเป็นร้อยล้านคนจากทั่วโลก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัวทุกปี ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ทุกคนไม่ควร มองข้ามตลาด และช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ เช่นนี้ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง สถานประกอบการ เวลาทำการของธุรกิจ ด้วยต้นทุนที่ประหยัด ดังนั้นบริษัทต่างๆ ที่รู้จักคุณประโยชน์ข้อนี้ จึงอดใจไม่ได้ ที่จะต้องพัฒนาธุรกิจ ของตนเอง โดยอาศัยคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตในการเตรียมความพร้อม ให้บริการทาง อินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้า ที่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ก่อนที่คู่แข่งของตนเองจะจับจองผูกใจลูกค้าไว้หมดแล้ว

2. เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจ

ในการดำเนินธุรกิจการค้า การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ หรือ ผู้ให้บริการ ด้านต่างๆ แก่บริษัท เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก วิธีการสำคัญวิธีหนึ่งที่ นักธุรกิจใช้ในการ สร้างความสัมพันธ์และ เครือข่ายทางธุรกิจ ของตนเอง เมื่อได้มีโอกาสพบผู้ที่เกี่ยวข้องคือ การให้นามบัตร (Business Card) ซึ่งนามบัตรแบบทั่วไป จะให้ข้อมูลว่าตนเอง เป็นใคร อยู่ที่ไหน ขายสินค้า/ให้บริการอะไร แต่ในนามบัตรของนักธุรกิจที่มี Web Site ของตนเองนั้นจะบอกที่อยู่ บนอินเทอร์เน็ตของบริษัท คือ www.company-name.com ทำให้ผู้ที่มีความสนใจในบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าในต่างประเทศ สามารถดูข้อมูลของบริษัท สินค้า หรือบริการได้อย่างสะดวก และสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสขยายเครือข่ายของธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. เพื่อให้ข้อมูลของบริษัทพร้อมให้ลูกค้าเข้ามาค้นหาได้

การเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาบริษัทได้และทำธุรกิจกับตนเอง ทั่วไปๆ มักจะลงโฆษณา ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง หรือ Directory ต่างๆ ซึ่งให้ข้อมูลของบริษัท อาทิ ซื่อ ที่อยู่ เวลาดำเนินการ สินค้า หรือบริการ ในพื้นที่โฆษณาที่จำกัด และ ข้อมูลอาจไม่ทันสมัย ตามสถานการณ์ของบริษัท แต่ในระบบอินเทอร์เน็ต ธุรกิจสามารถ ให้ลูกค้าเข้ามาค้นหา ข้อมูลของบริษัท ได้อย่างง่ายดาย และสามารถลงโฆษณาอะไรก็ได้มากเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลา อาทิ การเสนอส่วนลดพิเศษ สำหรับลูกค้าวันนี้ หรือสัปดาห์นี้ การจัดรายการพิเศษเพื่อส่งเสริมการขาย เช่น การตอบปัญหา หรือ การร่วมเล่นเกมต่างๆ ที่จูงใจลูกค้า ซึ่งหากบริษัทมีโอกาสให้ข้อมูลเหล่านี้แก่ลูกค้า จะมีส่วนช่วยให้ลูกค้า ตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการของ บริษัทได้มากขึ้นอีกด้วย

4. เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า

ด้วยคุณสมบัติของระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware & Software) และคุณสมบัติของเครือข่ายใยแมงมุม (www) ธุรกิจสามารถ ให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบที่ให้ลูกค้า สามารถค้นหาสินค้า และข้อมูลของสินค้า ที่ต้องการจาก ฐานข้อมูลสินค้าของธุรกิจ รวมทั้งวิธีการสั่งซื้อสินค้าและเงื่อนไขต่างๆ ด้วยตนเองตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามีข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ ซื้อสินค้าธุรกิจนั้นๆ มีสินค้า หรือ บริการที่ตรงตามความต้องการหรือไม่ ราคาเท่าไร มีจำนวนเท่าไร จะจัดส่งให้โดยวิธีอะไร มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเท่าไร จะได้รับสินค้าเมื่อไร จะชำระเงินโดยวิธีใด จะให้จัดส่งสินค้าไปที่ไหน สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร วิธีการใช้สินค้า ข้อควรระวังเกี่ยวกับสินค้า เงื่อนไขและส่วนลดพิเศษ ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ลูกค้ายังสามารถ ตรวจสอบได้อีกว่า สินค้าที่ได้สั่งซื้อไว้แล้ว ได้รับการจัดส่งเมื่อไหร่

5. ขยายผลและขอบเขตการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น

เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ทำให้โลกของการติดต่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างไร้พรมแดน ทำให้ข้อมูล การโฆษณา และ ประชาสัมพันธ์ของบริษัท สามารถกระจายไปยัง ใครก็ตาม (anybody) อยู่เมืองใด ประเทศใดก็ตาม (anywhere) ที่สามารถเข้าสู่ ระบบอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยของบริษัทดังกล่าวได้ ในขณะที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อๆ อาทิ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ จะจำกัดอยู่ในวงของผู้ที่เป็นสมาชิก หรือเครือข่ายการรับส่งของวิทยุ (จังหวัด) หรือโทรทัศน์(ประเทศ) และ ยังถูกจำกัดด้วย ขนาดของคอลัมน์ เวลาออกอากาศ (30 วินาที หรือ 1 นาที) ที่มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตาม การใช้สื่อต่างๆ ควบคู่ กับการใช้ อินเทอร์เน็ต จะทำให้ธุรกิจ สามารถเข้าสู่ตลาดและเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพราะลูกค้าสามารถอาจได้ยินเรื่องราวจากสื่อต่างๆ และ สามารถดู ข้อมูลรายละเอียด เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าในต่างประเทศที่เห็นข้อความโฆษณาในนิตยสาร สามารถ เข้ามาค้นหาข้อมูล อย่างละเอียดจากเว็บไซต์บริษัท

6. ขจัดปัญหาด้านเวลาดำเนินการของธุรกิจ

เนื่องจากเวลาดำเนินการของสำนักงานของบริษัททั่วไป คือ 8.00 - 17.00 น. แต่ในความเป็นจริง ยังไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของลูกค้า ที่บางครั้งต้องการติดต่อ และ ขอบริการจากบริษัทนอกเวลาเปิดทำการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ทำธุรกิจการค้า ระหว่างประเทศ ที่มีปัญหา เรื่องของเวลาทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบอินเทอร์เน็ตสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้ โดยสามารถ ตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อาทิ การตอบปัญหาเกี่ยวกับการใช้สินค้า การรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า (Electronic Mail) การส่งเอกสารการซื้อ-ขายสินค้าฯลฯ นอกจากนี้ หากเชื่อมต่อระบบ E-mail กับระบบสื่อสารภายในประเทศ (Pager หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่) ที่ให้บริการในปัจจุบัน ให้ส่งผ่านข้อมูลจากระบบ E-mail มายัง Pager หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จะทำให้ธุรกิจ ไม่พลาดการติดต่อสื่อสาร กับลูกค้าหรือผู้ร่วมธุรกิจเลย โดยมี Web Site ของบริษัทเป็น ศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน และภายนอกบริษัท

7. การขายสินค้าหรือบริการ

อินเทอร์เน็ต นอกจากจะเป็นสื่อในการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าแล้ว ยังเป็นช่องทางการตลาด และ เป็นวิธีการในการ ขายสินค้าแก่ลูกค้าที่ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำแนะนำและข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า การตกลงเงื่อนไขทางการค้า การต่อรองราคาสินค้า การเลือกวิธีการขนส่ง จนกระทั่งการชำระเงินค่าสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดิต หรือระบบ Telebanking ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่าการขายสินค้าสามารถจะกระทำได้โดยวิธีอื่นๆ อาทิ การขายหน้าร้าน การขายผ่านไปรษณีย์ การขายทางโทรศัพท์ การขายแบบ Direct Sales ก็ตาม วิธีการขายผ่านทาง Internet เป็นวิธีการขายที่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่น้อยที่สุด และ มีโอกาสในการ ขยายตลาดได้มากที่สุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในการสื่อสาร ข้อมูลการค้าซึ่งกันและกัน

8. การนำเสนอข้อมูลของธุรกิจแบบ Multi-media

เนื่องจากบนอินเทอร์เน็ตนั้น บริษัทที่มีเว็บไซต์ของตนเองสามารถที่จะนำตัวหนังสือ ภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง มานำเสนอเรื่องราวของบริษัท สินค้า หรือบริการของบริษัท มาเตรียมพร้อมไว้ให้ลูกค้าที่เข้ามาในเว็บไซต์ของบริษัทได้ ด้วยคุณสมบัติ ข้อนี้เอง ทำให้บริษัทมากมาย สามารถนำข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ในรูปแบบต่างๆ มานำเสนอแก่ลูกค้า เพื่อเป็นข้อมูล ประกอบ การตัดสินใจ ในการเลือกสินค้า หรือ ใช้บริการได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการ อาทิ VDO แนะนำคุณสมบัติของสินค้า ข้อมูล Multi-media แบบ Interactive ที่ช่วยลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอย่างเสื้อผ้า เพลง หนังสือ ของประดับตกแต่งบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับลูกค้าในต่างประเทศ ที่ได้มีโอกาส รับรู้ และเข้าใจใน ตัวสินค้า หรือบริการของบริษัท

9. การเข้าสู่ตลาดที่ลูกค้ามีความต้องการบริโภคสินค้าสูง (Highly Desirable Demographic Market)

เนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาสูง หรืออยู่ในช่วงกำลังศึกษา หรือ อยู่ในวัยเพิ่งสำเร็จการศึกษา และกำลังเริ่มต้น ทำงานสร้างตนเอง ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเดือน/รายได้อยู่ในเกณฑ์ระดับสูงของสังคม และมีอำนาจในการซื้อ/บริโภคสินค้าสูง และในอนาคตเพียงไม่กี่ปีนี้ กลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นผู้บริโภคที่มีความสำคัญมากบนอินเทอร์เน็ต และ มีพฤติกรรมการบริโภค ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ หรือช่องทางอย่างหนึ่งในการบริโภคสินค้า ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลของสินค้า/บริการ การเปรียบเทียบ คุณสมบัติ และราคาสินค้า/บริการของแต่ละบริษัท การซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต และต้องการบริการหลังการขายทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ ไม่ควรมองข้ามผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว หากแต่ควรเตรียมความพร้อม ของธุรกิจให้สามารถ ตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ผ่านทาง อินเทอร์เน็ต เพื่อรักษาสมรรถภาพในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคตต่อไป

10. การตอบคำถามของลูกค้าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ (Frequently Asked Questions)

ลูกค้าหรือผู้ทำธุรกิจร่วมกันของบริษัทต่างๆ มักจะมีคำถามเกี่ยวกับบริษัทหรือสินค้า ที่เหมือนๆ กัน อาทิ บริษัทก่อตั้งเมื่อไร ใครเป็นผู้บริหาร/เจ้าของ มีวัตถุประสงค์ของบริษัทอย่างไร สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร มีวิธีใช้สินค้าอย่างไร เมื่อสินค้าเสียหายจะติดต่อใคร จะซ่อมแซมสินค้าได้ที่ไหน สินค้ามีอายุการใช้งานนานเท่าไร จะซื้อสินค้าได้ที่ไหนบ้าง ฯลฯ ซึ่งพนักงานที่มีหน้าที่ตอบคำถามเหล่านี้ จะต้องใช้เวลามากกับ การตอบคำถามประเภทเดียวกัน และบางครั้งทำให้ไม่ สามารถทำงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย ให้ลุล่วงไปได้ ดังนั้น บนอินเทอร์เน็ต บริษัทสามารถสร้าง ระบบสำหรับการตอบคำถามที่เกิดขึ้นบ่อย คอยให้บริการลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดเวลาในการ ตอบคำถามดังกล่าว ของพนักงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาตอบคำถามด้วย นอกจากนี้ ระบบตอบคำถามบน อินเทอร์เน็ตยัง สามารถให้บริการ ได้ตลอดเวลาอีกด้วย และไม่มีการเบื่อหน่ายในการตอบคำถามดังกล่าวเลย หากแต่จะช่วย รวบรวมคำถามดังกล่าว หรือ คำถามใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการของบริษัท

บทความ SEO : สรุปภาพรวมของ E-Commerce ปี 2009

1.การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการค้าขายผ่านระบบออนไลน์ใน รอบปีที่ผ่านมา มีผลสรุปในความเห็นของท่านเป็นอ ย่างไร (มีสถิติประกอบก็ได้ครับ)
>> ส่วนตัวผมมองในรอบปีที่ผ่านมา มีการค้าขายที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มีผู้ประกอบการมาเปิดเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ใน www.TARAD.com เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตอนนี้มีร้านค้ารวม 167,000 ร้านค้า ยอดการค้าขายก็เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ประกอบการก็เริ่มมีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

2.รอบปีที่ผ่านมาได้เห็นการลงทุน การเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบดั้งเดิม และรายใหม่ มากราย การเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ท่านเห็นว่าดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ควรเพิ่มหรือลดสิ่งใด และมองเห็นว่า ยังมีประเด็นปัญหาใหม่ที่สวน ทางขึ้นมา ที่ควรต้องระวัง
>> ผมว่าที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา และมีบางส่วนทีหายไป แต่ภาพรวมคือมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เข้ามาสู่โลก E-Commerce เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมดูจากปัจจุบันผมว่า มันควร "จะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้" สิ่งใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นมาคือ การเติบโตของ Social Network ซึ่งการค้าจะเริ่มขับเคลื่อน ผ่านไปยังการบริการเหล่านี้มากขึ้นโดยผมเรียกว่า "Social Commerce" การค้าผ่าน Social Network

3.ที่ผ่านมา เริ่มมีการนำระบบ หรือการลงทุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามา ท่านเห็นว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยควรปรับ ตัวอย่างไร
>> ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัว ให้ออกไปนอกประเทศมากขึ้น เพราะตลาดการค้าของ E-Commerce จะประสบความสำเร็จมากๆ เมื่อเรามองที่ตลาดโลก การเชื่อมโยง (Mashup) กับระบบต่างๆของต่างประเทศเช่น Google, Facebook ก็เป็นแนวทางทีจะทำให้ผู้ประกอบการไทยออกไปยังต่างประเทศได้เร็วมากขึ้น และควรพัฒนาตัวอย่างอยู่ตลอดเวลา คอยจับตาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาช่วยในการลดต้นทุน การบริหาร

4.ภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมบทบาทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาก ขึ้น เช่นการ จัดอบรม การประมูลออนไลน์กับอีเบย์ ท่านเห็นว่า เพียงพอหรือสอดรับกับความเป็นไปของตลาดหรือไม่ ควรเสริมเพิ่มส่วนใดบ้าง
>> ผมว่าก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับ E-Commerce มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ การทำงานของภาครัฐยังขาด การมองที่ "ภาพรวม (Frame Work)" ของ E-Commerce ของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จาก ความซ้ำซ้อนการทำงานของภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน ดังน้นการแก้ปัญหา คือการสร้างหน่วยงานกลาง ที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านนี้อย่างชัดเจน "สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์"

5.การแข่งขันรอบปี 2553 น่าจะเป็นไปอย่างไร
>> น่าจะมันส์ และมีความหลากหลายของผู้ให้บริการหน้าใหม่ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการเดิม ซึ่งอาจจะเห็นการเข้ามาของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยการขยายตัวและการขยายตลาดของผู้ให้บริการต่างประเทศที่จะเริ่มเข้า มามองตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

6.กลุ่มสินค้าหลักที่จำหน่ายระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็น อยู่มีอะไรบ้าง ท่านเห็นว่าสินค้าใดน่าจะมีโอกาส เพิ่มขึ้นอีก
>> ตอนนี้หากสินค้าหลักของกลุ่ม B2C ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นสินค้าทางด้าน ไอทีและโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้าประเภท นาฬิกาจิวเวลลี่ และของเล่น รวมถึง ของแต่งบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มาแรงและน่าสนใจเลยทีเดียว

7.#


# ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่นนี้ จะทำให้ระบบการค้าในประเทศไทยได้ผลดีมากน้อยเพียง ใด
>> ปัจจุบันมีคนเข้าใจด้าน E-Commerce แท้จริง ยังไม่มากเท่าไร ดังนั้นการที่สถาบันต่างๆ เปิดสอนหลักสูตรทางด้าน E-Commerce จะทำให้ ทรัพยากรด้านบุคคลของไทยมีความเข้าใจ และการพัฒนาในด้าน E-Commerce มากขึ้น ซึ่งหากคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ก็จะมีการนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาการค้าในรูปแบบใหม่ๆ ผ่าน E-Commerce เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

credit : www.pawoor.com

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : เทคนิคการทำ google seo เบื้องต้น

เราทุกคนในที่นี้ คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า Google คือ search engine อันดับ 1 ของโลก ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก วัน ๆ หนึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ต จะใช้บริการของ Google Search บ้าง Google Products บ้าง และ พูดคุยกันในฟอรั่ม หรือ เว็บบอร์ด เกี่ยวกับ Google ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

ดังนั้น การที่จะทำให้เว็บไซต์ index ใน Google นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทำให้เว็บติด search หน้าแรก ๆ หรือ อันดับสูง ๆ ของ keywords เฉพาะใน Google Search นั้น นับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า

สำหรับเว็บไซต์ที่ทีมงาน Wittybuzz ดูแลอยู่นั้น 92% ของ web traffic จะมาจาก direct hits ผ่าน Google Search

ดังนั้น จึงอยากนำเสนอ SEO basics บางอย่าง ซึ่งเป็นเทคนิคจำเป็นสำหรับการทำ search engine optimization ซึ่งทีมงาน Wittybuzz ใช้อยู่เป็นประจำ เพื่อทำการ optimize เว็บไซต์ของเรา รวมถึงเว็บไซต์ของลูกค้า เพื่อรักษาอันดับเว็บไซต์ดังกล่าว ให้ติด search ในหน้าแรก ๆ ของ Google Search และ อันดับดีกว่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง

เทคนิคการทำ Google SEO ที่สำคัญ 4 ข้อที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติด ranking ที่ดีกว่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง ของผลการค้นหาใน Google Search นั้น ได้แก่

1.) ควรเลือกใช้ keywords ให้ตรงกับเว็บไซต์ หรือ web page แต่ละหน้าให้มากที่สุด
การเลือกใช้ keywords ให้ตรงกับ web page เป็นหลักสำคัญสุด สำหรับการทำ web page ให้ติดอันดับต้น ๆ ของ main keyword ซึ่งเป็นคำทั่ว ๆ ไปนั้น ยากกว่า การใช้ keyphrase ซึ่งเป็นการเอา main keyword มารวมกับคำอื่น เป็นคำผสม (Compound Words) ขึ้นมา กลายเป็นวลีสำคัญ (keyphrase) ที่มีความหมาย ยกตัวอย่าง เช่น จะเป็นการยากที่เราจะเน้นโปรโมตเว็บไซต์ ด้วยคำว่า SEO เฉย ๆ ซึ่งมีคู่แข่งใน Google Search อยู่ตอนนี้ 241,000,000 web pages ซึ่ง SEO ทั่วโลก ที่เปิดให้บริการทั่วโลก แข่งขันกันอย่างหนัก ซึ่งเราให้บริการแค่อยู่ในไทย ก็ไม่เอาควรเอาไม้ซี่ไปงัดไม้ซุง ดังนั้น เราควรจะเน้นที่คำว่า Thai SEO หรือ Thailand SEO ซึ่ง มีคู่แข่งอยู่ไม่กี่ web pages เอง และ เป็นอะไรที่ตรงตัวกับเราที่สุด รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจออนไลน์ ให้เราขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

2.) ควรใส่ keywords ใน URL และส่วน Title Tag อย่างเหมาะสม
ปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวกำหนด ranking ใน Google Search นั้น ได้แก่ โดเมนเนม และ title tag กล่าวคือ การจดแบบเอา keywords มาเป็น domain name จะได้รับการจัด ranking ใน Google Search ของ keywords นั้น ๆ ได้ดีกว่า เอาชื่อบริษัทมาจดโดเมนเนม แต่ข้อดีของการเอาชื่อบริษัท มาตั้งเป็น domain name ก็คือ การสร้าง brand name ให้กับสินค้า และ บริการของบริษัทของเราเอง ได้ดีกว่า การเน้นเอา keywords มาเป็น domain name

ส่วน title tag ก็สำคัญไม่แพ้ domain name ของเราเลย เพราะถ้าเราใช้ keywords ในส่วน title tag ของแต่ละ webpage ได้อย่างแยบยล โอกาสที่จะได้รับการจัดอันดับ ranking ใน Google Search ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เมื่อเรา search Google แล้ว เราจะเห็นส่วนมาก ผล search ที่ได้ จะมี hilight ที่ link แทบทุกตัว ซึ่งส่วนที่ Google ดึงมาเป็น link ของผล search ที่ว่านั้น เอามาจาก title tag ดังกล่าว มีน้อยมากที่จะเอาจากส่วนที่อยู่ใน body content เว้นเสียแต่ว่าเว็บไซต์ หรือ บริษัทนั้น จะดังจริง ๆ หรือ ใช้งบโฆษณาตัวเองสูง

3.) ควรให้ความสำคัญกับ Keyword Density
Keyword Density คือ ปริมาณความหนาแน่นของ Keyword นั่นเอง ใน content หรือ webpage หนึ่ง ๆ จะมีคำอยู่มากมาย แต่ Search Engine Bots หรือ Spiders จะตัดคำบางคำทิ้งไป เช่น a, an, the, is, am, are, was, were, been เป็นต้น เพราะน้อยมาก ที่คนจะใช้คำเหล่านี้ เป็น keywords หลัก search หาข้อมูลส่วนคำที่เหลือ จะถูกนำมาค้นหาคำซ้ำซ้อนกัน โดยมักจะแบ่งเป็น

- คำเดียวโดด ๆ (Single Word) เช่น website, designer, SEO เป็นต้น
- สองคำ (Two Words) เช่น website promotion, website designer, Thai SEO เป็นต้น
- สามคำขึ้นไป (Multiple Words) เช่น Thai website promotion, Thai website designer, Professional Thai SEO เป็นต้น

คำที่ได้ ในแต่ละกลุ่ม จะถูกนำมาคำนวณป็นค่าคะแนน keyword desity ซึ่งจะเป็นการเทียบอัตราส่วนความสำคัญของคำ ที่มีอยู่ในเนื้อหา และ keywords สำคัญ ๆ ที่เราต้องการสื่อให้เห็นถึง ค่าความหนาแน่นของ keywords ซึ่งค่า keyword density ควรอยู่ระหว่าง 7% ถึง 10% ของแต่ละ web page

ไม่ควรเล่นเทคนิค keyword density มากเกินไป เพราะกลายเป็น keyword stuffing ถ้าเน้นการใส่ keywords สำคัญ ๆ จำนวนมาก แต่ยังไงเสีย keyword density นี่แหละ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลย

4.) ควรมี back links คุณภาพ ลิงค์มายังเว็บไซต์ของเราเป็นจำนวนมาก
Back links คือ เว็บไซต์ที่ลิงค์มายังเว็บไซต์ของเราโดยตรง ไม่ใช่พวกที่แอบใส่โค๊ดที่URL แล้ว redirect link ก่อนค่อยจะเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา พูดง่าย ๆ ว่า เมื่อ web paage ใด ๆ มี back links เยอะ ๆ web page นั้น ๆ ก็จะได้รับ ranking ที่สูงขึ้นกว่า web page ที่มี back links น้อยกว่า

ดังนั้น หัวใจของการมี ranking สูง ๆ ก็คือ การมี back links คุณภาพเยอะ ๆ นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : SEO Solutions เต็มรูปแบบ

SEO Solutions เหมาะสำหรับใคร?

1. Freelance SEO ส่วนใหญ่ทำคนเดียว การ Outsource งานซ้ำๆ ออกมาช่วยให้ประหยัดเวลามากขึ้น
2.บริษัทรับทำ SEO การ Outsource งานออกมาช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องจ้างพนักงานมาเพิ่ม
3.บุคคลทั่วไปที่ทำ SEO ด้วยตัวเอง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทางเราสามารถแนะนำให้ได้ด้วย SEO Solutions มีอะไรบ้าง
1. Submit Directory
2. Submit Social Bookmark
3. Submit Article
4. เขียน Article
5. สร้าง Free Blog
6. Post Blog (Wordpress)
7. ขาย Link
8. รับทำ SEO

SEO Solutions มีจุดเด่นอะไร
1.ไม่มีบริการ SEO Solutions เต็มรูปแบบในประเทศไทย
2.ตัวผมเองมีประสบการณ์ในการทำ SEO รู้ว่าสิ่งไหนทำแล้วได้ประโยชน์
3.ราคาถูกกว่าการจ้างทำ SEO อย่างมาก

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : เทคนิคพื้นฐาน SEO ในการเพิ่ม Page Rank

การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SEO) เป็นกระบวนการที่เว็บมาสเตอร์หรือเจ้าของธุรกิจออนไลน์ใช้เป็นยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มความนิยมเว็บไซต์. ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วดังนั้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมา, การแข่งขันเพื่อที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการจัดอันดับใน Google และอื่นๆที่โดดเด่นเช่น Yahoo ดังนั้นความเข้าใจพื้นฐานของ SEO เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อ'ความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ .

มีเครื่องมือค้นหามากมายที่มีความซับซ้อนให้ผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างรวดเร็วโดยค้นหาเว็บไซต์ง่ายๆสำหรับคำหรือวลี (เช่น "ทำเงินออนไลน์"). ในขณะที่มีเทคนิคที่สามารถใช้เพื่อเพิ่มอันดับของหน้าที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดนั้นจะต้องทำให้บทความมีคุณภาพสม่ำเสมอด้วย.

1.ปรับปรุงเนื้อหาให้ดี มีสาระ ชีวิตชีวา
นี้อาจจะ ดูเหมือนเป็นแนวคิดง่ายๆแต่ก็มีเว็บไซต์อีกมากมายครับ ที่ไม่ให้เนื้อหาที่ผู้เข้าชมจะสนใจ. ถ้าหากสามารถตั้งค่าเว็บไซต์ไม่ให้มีความน่าเบื่อ, เว็บไซต์มีชีวิตชีวาจะช่วยทำให้การไต่อันดับใน Search Engine ดีขึ้น เว็บไซต์ที่ให้บทความที่มีการเขียนข้อมูลที่ดีและการปรับปรุงอย่าง สม่ำเสมอนั้นมีโอกาสมากขึ้นที่ส่วนมากผู้เข้าชมจะกลับมาที่เว็บไซต์อีกใน อนาคต.

2.เลือก keywordsองค์ประกอบที่สอง ที่สำคัญก็คือการรวมคำและวลีที่สำคัญของบทความ. ยิ่งถ้ามีคำ หรือวลี อยู่ในเนื้อหาจะทำให้การไต่อันดับใน Search engine เร็วขึ้น

3.ปรับปรุงเนื้อหาให้ใหม่สดอยู่เสมอๆ
ควรทำการเขียนและปรับปรุงเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และทำ link หรือ widget กลับมายังเว็บไซต์ได้ยิ่งดี

4.ใช้ social ให้เป็นประโยชน์
เดี๋ยวนี้ Social Network เติบโตรวดเร็วและมีมากมาย ซึ่งจะทำให้มีช่องทางในการโปรโมทเว็บไซต์ได้เร็วและมี fan club อีกด้วย เช่น twitter.com

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : How are the value of Backlink? - Backlink สำคัญแค่ไหน?

1.Backlink เท่าไหร่ถึงจะติด SERPs หน้าแรกหรือ Top3
- แล้วแต่คีย์เวิร์ด และก็ link value ของแต่ละลิ้งค์ที่ส่งมา จึงไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้ แต่ถ้าแค่ติด SERPs ลิ้งค์เดียวก็พอ

2.Backlink สำคัญหรือจำเป็นแค่ไหนสำหรับการทำ SEO

- สำคัญรองจาก content ส่วนจำเป็นแค่ไหนสำหรับการทำ SEO ถ้าพูดถึง SEO ไม่พูดถึงลิ้งค์ก็ไม่ใช่ SEO อ่ะ

3.Backlink ถ้าไม่มีแล้วมันจะค้นหาเจอ keyword เราไหม
- เจอได้ถ้า onpage factors ผ่าน (onpage ในที่นี้คือทุกอย่างที่ไม่ใช่ลิ้งค์ ทั้ง domain factor, time factor และ อื่นๆ) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคี์เวิร์ดด้วย

4.Backlink ต้องจำนวนเยอะแค่ไหนจะส่งผลไปยัง keyword ของเรา
- มีผลทุกลิ้งค์แหละ มีผลได้ทั้งในแง่บวก และในแง่ลบ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในการโตของลิ้งค์

5.Backlink นิยามของมันคืออะไร
- สำหรับผมเอาง่ายๆ คือลิ้งค์ที่มันลิ้งค์มาที่เว็บของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : Easy SEO/Search Engine Optimization Tips

วีดีโอสอนการทำ SEO จากบล็อค ลองดูครับ เทคนิคดี ๆที่นำมาฝากกัน

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : 3 กลยุทธ์ในการทำ SEO (Search Engine Optimization)

ในการปั้นเว็บให้ติดอันดับใน Search Engines ชื่อดังต่าง ๆ อาทิ Google Yahoo และ Live/MSN นั้น ผมเชื่อว่าทุกคนก็อยากที่จะให้เว็บของตนติดอันดับที่ดีทั้ง 3 ที่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งอัลกอริธึมของทุกเจ้ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ผมจึงมีข้อเสนอแนะ 3 ข้อดี ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองอ่านกันคัรบ

1. ถ้าติดหมดไม่ได้ ให้เลือกอันที่ดีที่สุดอันเดียว แล้วโฟกัสไปที่ตรงนั้น
เพราะอัตราการใช้งานไม่เท่ากัน อันดับ 1 ยังคงเป็น Google เช่นเดิมและผมแนะนำให้อิง Google เป็นหลักเช่นกัน เหตุผลเพราะในหลายคำนั้น ติดอันดับ 1 ใน Yahoo และ Live/MSN รวมกันยังไม่เทียบเท่าติด 1 ใน 10 อันดับแรกใน Google ด้วยซ้ำ

2. จำนวนของลิ้งค์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง คุณภาพสำคัญยิ่งกว่า
เราทุกคนต่างรู้ว่าลิ้งค์เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับเว็บคุณใน Google, Yahoo และ Live/MSN แต่เพื่อให้อันดับเว็บของคุณยั่งยืน ไม่ตกแม้ว่าอัลกอริธึมจะเปลี่ยนไป ผมแนะนำให้คุณหาเฉพาะลิ้งค์คุณภาพเท่านั้น ลิ้งค์ต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยง

- ลิ้งค์ที่มาจากเนื้อหาซ้ำ ๆ กันภายใต้ซับโดเมนหลาย ๆ อันบนโดเมนหลักอันเดียวกัน
- ลิ้งค์ที่มาจากหน้าที่มีแต่ลิ้งค์เยอะ ๆ อย่างเดียว ไม่มีเนื้อหาใด ๆ เลย
- ลิ้งค์ที่ได้มาฟรีจาก Spam Network เช่น ลิ้งค์ฟาร์ม เว็บริง (Web Ring)

3. โฟกัสที่คุณภาพของเนื้อหาควบคู่กันไปด้วย
ในปัจจุบันเสิร์ชเอ็นจิ้นได้พยายามที่จะคัดกรองคุณภาพของเนื้อหาที่ปรากฎบน เว็บเพื่อกำจัดเนื้อหาที่ซ้ำ ๆ กันในอินเด็กซ์ของตนเอง เนื้อหาที่เขียนขึ้นมาโดยอาศัยวิธีปั่นเยอะ ๆ หรือใช้โปรแกรมเขียนจะถูกกรองออก ส่วนเนื้อหาที่มีคุณภาพ (ไม่ซ้ำ, แกรมม่าไม่เพี้ยน, ไม่ใช้คำซ้ำ ๆ จนผิดสังเกต) จะถูกนำมาแสดงผลมากขึ้น ถ้าอยากให้อันดับเว็บของคุณมั่นคง การนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพคือเรื่องสำคัญ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มต่อไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อ Google เข้าใจภาษาไทยได้มากขึ้นแล้ว เว็บที่ใช้วิธีสแปมทั้งหลายในปัจจุบันก็จะถูกกรองออกไปจำนวนมากเช่นกัน

บทความ SEO : เทคนิคในการเริ่มต้นทำBlogที่ดีของมือใหม่อย่างผม

สวัสดีครับ ทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม ผมก็เพิ่งหัดลงมือทำอย่างจริง ๆจัง ๆหลังจากที่ไปแอบเก็บข้อมูลจากที่โน่นที่นี่มากมาย
ซึ่งก็พอได้เกร็ดความรู้มาพอสมควรเหมือนกัน

เอาแหล่งความรู้หลัก ๆที่ผมแอบดมอยู่นานเลยล่ะกันน่ะครับ
1.เริ่มต้นของผมก็อาศัยอ่านบทความจากพี่ ๆผู้ชำนาญ อาทิเช่น www.ThaiSEOBoard.com ที่นี่จะมีคนมีความรู้มาแชร์ความรู้อยู่เสมอ ๆซึ่งหลัก ๆของผมก็ได้มาจากที่นี่หล่ะครับ

2.อาศัยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อก่อนผมเคยรู้สึกอยากทำ แต่.. ทำไม่ได้ จะทำไงดี? โน่นทำไง? นี่ทำไง? เป็นเพราะผมยังไม่ได้เริ่มไงล่ะครับ(อย่าเหมือนผมน่ะครับ .. ไม่ดี ^-^)

3.อ่านบทความดี ๆจากที่ต่าง ๆครับ เช่น www.Pawoot.com, WittyBuzz.blogspot.com และอื่น ๆ จากพี่ Google แหละครับ

4.ตัวผมเองครับ อาศัย มั่วเอาซะส่วนใหญ่ เพราะ มือใหม่จริง ๆครับ


และนี่ เป็นคำแนะนำที่ผมปลื้มมากครับ "ไม่ว่าจะได้เท่าไหร่ ไม่สำคัญ แต่เราได้เริ่มลงมือทำถือว่าเป็นผลดี "

ผมยังไม่ได้เก่งหรือชำนาญแต่อย่างใดน่ะครับ ก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเหมือนกันครับ สำหรับคนที่คิดจะเริ่ม ก็เริ่มลงซะตั้งแต่วันนี้น่ะครับ เป็นกำลังใจน่ะครับ

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : เพิ่มยอดขายธุรกิจด้วย Search Engine Marketing

ตลาดผ่าน Search Engine Marketing มีหลายวิธีด้วยกันผมขอแนะนำ 2 วิธีหลักๆ ที่หลายๆ คนนิยมใช้กันได้แก่

1.Search Engine Optimization (SEO) หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดในผลลัพย์ของการค้นหาของ Search Engine ในอันดับต้นๆ วิธีนี้ เป็นการใชัทักษะและเทคนิคในการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้มี "คำ" หรือ "คียเวิรด์ (Keyword)" ลงในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงออกมาเป็นอันดับแรกๆ ของการค้นหา เช่น เมื่อมีคนคนกำลังต้องการค้นหา "ชุดครัว" คนส่วนใหญ่ก็จะค้นหาคำว่า "ชุดครัว" ใน Search Engine อย่างเช่น google.com หรือ yahoo.com หากคุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับๆ แรกๆ ของการค้นหา นั้นหมายถึง คนก็จะคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ของคุณ และโอกาสการขายสินค้าของคุณก็จะมีตามเข้ามาอย่างมากมาย

2.การจ่ายเงินเพื่อซื้อคำหรือคียเวิรด์ เพื่อให้เว็บไซต์คุณติดในอันดับต้นๆ (Paid Search)
บางครั้งการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดในอันดับต้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก และใช้เวลานาน ผู้ให้บริการ Search Engine หลายแห่งจึงเปิดโอกาสให้มีการลงโฆษณาเว็บไซต์ จากคำหรือคีย์เวิรด์ที่คนมาค้นหา โดยคุณสามารถเลือกซื้อ คียเวิรด์จากเว็บไซต์ Search Engine ซึ่งเมื่อมีคนมาค้นหาในคำที่คุณเลือกซื้อเอาไว้ เว็บไซต์ของคุณก็จะแสดงขึ้นในอันดับแรกๆ แต่อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังสามารถได้ลูกค้าจากการค้นหาข้อมูลได้เช่นกัน บริการลักษณะนี้ของ google.com เรียกว่า Google Adwords (http://adwords.google.com) ส่วนของ Yahoo.com เรียกว่า Yahoo Search Engine Marketing (Y!SM) (http://searchmarketing.yahoo.com)

บทความ SEO : วิธีการหา Keyword ให้กับ Search Engine Marketing ของคุณ

เทคนิคการหา Keyword จากที่อื่นๆ

1.หา Keyword ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า (วิเคราะห์เป้าหมายให้ชัด ด้วย 5W1H)
2.ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ว่าเมื่อเค้าจะหาสินค้าหรือบริการ "เค้าจะค้นด้วยคำว่าอะไร" แล้วค่อยเอา Keyword ทีได้ไปขยายต่อ
3.คิด เพิ่มคำศัพท์ให้มากขึ้น จากคำเดิม เช่นเปลี่ยนรูปคำศัพท์เป็นเอกพจน์พหูพจน์ คำศัพท์ที่สะกดผิด หรือใช้การผสมผสาน Keyword (แต่ต้องดูว่าน่าจะมีคนคลิก หรือใช้เครื่องมือช่วยเช็ก)
4.หาคู่แข่งจาก Search Result (Google, Yahoo, MSN) หรือ ดูหน้าเว็บเค้า ไป view source หรือวิเคราะห์ ดูว่าเค้ามี keyword อะไรบ้าง
5.ใช้ Niche Keyword (คำเฉพาะ) ก็เป็นสิ่งที่ได้ผลสูง และแข่งขันน้อย
6.1 Unique Keyword ต่อ 1 ads ดีที่สุด (สำหรับคนทำ Adwords) ซึ่งจำเป็นต้องใช้งานทั้ง Broad, Match and Phrase ถ้าถามว่า maximum keywords เท่าไรจึงจะดีสำหรับ 1 ads คำตอบก้อคือ 25 unique keywords ซึ่งถ้าใช้ทั้ง 3 แบบ ก้อจะเป็น 75 keywords
7.search รายชื่อบริษัท หริือ คู่แข่งเรามเป็น Keyword เลย (วิีธีน่ากลัว)
8.ใช้ระบบพื้นที่ หรือ เมืองเข้าไปร่วมกับ keyword จะช่วยทำให้ keyword ดูเฉพาะ และหลายหลายมากขึ้น


แหล่งที่จะ หา Keyword

1. ลองไป หาkeywordดูที่ Truehits.net - อัพเดท กันแบบวันต่อวัน
- http://truehits.net/trend/
- http://directory.truehits.net/keyword.php

2. หา keyword จาก Google
- https://adwords.google.com/select/KeywordToolExternal
- คำนวนค่าใช้จ่ายต่อ Keyword (สำหรับ google adwords) https://adwords.google.com/select/TrafficEstimatorSandbox
- Google Suggestion - http://www.google.com/webhp?complete=1 ลองพิมพ์คำลงไปจะมีคำแนะนำออกมา
- วิเคราะห์แนวโน้มของ keywords - http://www.google.com/trends
- ใช้ระบบ Google Insight ในการวิเคราะห์ Keyword : http://www.google.co.th/insights/search

3. หาkeyword จากดิกชั่นนารี่
- http://dict.longdo.com ใส่ภาษาไทยกับที่ต้องการลงไป แล้วจะมีศัพท์ภาษาอังกฤษออกมา และก็คำไทยอื่นๆ อีกเพียบ

4. หา keyword จากแหล่งอื่นๆ
- http://freekeywords.wordtracker.com/
- โปรแกรมติดตั้งที่เครื่อง ใช้ค้นหา แนะนำ Keywords download ได้ที่ http://www.goodkeywords.com/
- เว็่บช่วยวิเคราะห์ Keyword คู่แข่ง http://www.keycompete.com- http://www.submitshop.com/keywords/topkeywords.html
- เข้าไปที่ CJ.com > login > คลิก Get Links > เลือกสินค้าอะไรก็ได้ > ใช้ชื่อ Brand ของสินค้านั้นมาเป็น keyword

บทความดีๆ น่าสนใจ

- การหา Keyword และคำนวนผลตอบแทน

credit: http://www.pawoot.com

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : รายการ บันทึกโลก พาไปรู้จัก google ทุกมุมที่คุณไม่ควรพลาด

มี 3 ตอนน่ะครับ ที่ผมหาเจอ

ตอน 1:



ตอน 3:



ตอน 4:




ที่หาได้น่ะครับ ที่เหลือ หาไม่เจอจริง ๆครับ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความ SEO : 10 เทคนิคการออกแบบเว็บให้ Google รู้จัก

เทคนิคการทำให้เว็บไซต์ติดใน Searh Engine
***************************************************************************

1. ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ

การใส่ Key Word ในหน้าเว็บไซต์ในส่วนของแท็ก < Title > จะช่วยทำให้ Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์หน้านั้นๆ ของคุณ มีข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงอยู่ในตำแหน่งบนด้านบนสุดของบราวเซอร์ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่ง

2. การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนา

การเน้น Key Word ที่ต้องการในหน้าเว็บไซต์ด้านบน และมีการเน้น key word ภายในหน้าเว็บไซต์ด้วย ตัวหน้า หรือการใช้แท็ก < b > จะเป็นการเน้นให้ Search Engine รู้ว่า นี้คือคำที่เราต้องการเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่ง Search Engine จะให้ความสำคัญและน้ำหนักกับ Key Word เหล่านี้

3. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือ

เพราะ Google จะอ่านจากโค๊ดของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณ มีแต่ภาพ และยิ่งเป็น Flash ด้วยแล้วละก็ Google จะไม่รู้จักเว็บไซต์คุณเลยว่าเกี่ยวกับอะไร คุณควรปรับเปลี่ยนเพิ่ม ตัวหนังสือเข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์อของคุณ

4. หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม

เพราะการออกแบบเว็บไซต์ด้วย เฟรม < frame > จะทำให้ Search Engine จะไม่สามารถทราบได้ถึงข้อมูลที่มีอยู่ในเนื้อหาในหน้านั้นๆ เพราะเนื้อหาในหน้านั้น ๆได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยการใช้เฟรม ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงซะ (การใช้เฟรม คือ การออกแบบหน้าเว็บที่มีหน้าเว็บหลาย ๆส่วนประกอบเข้าด้วยกันในหน้าเดียว)

5. การเขียนเว็บด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช่โค๊ดที่สลับสับซ้อน

การ ออกแบบเว็บไซต์ โดยมี code ที่สั้นและกระชับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์คุณง่ายต่อการค้นหาของ Search Engine อย่าใช้ code ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ไม่ใช้ table มากเกินไป ลดการใช้ JavaScript และ CSS เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ คำค้นหาสำคัญๆ ควรอยู่ส่วนบนๆของเว็บเพจให้มากที่สุด

6. ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพ

คุณ ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพที่ตรงกับ Keyword ที่คุณต้องการ และควรใส่คำอธิบายภาพ โดยใช้แท็ก คำอธิบาย เพื่อทำให้ Search Engine รู้ว่าภาพที่คุณใส่เข้าไปในเว็บไซต์คุณคือภาพอะไร และเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะมีผลต่อการค้นหาของ Search Engine ด้วย

7. ใส่ คีย์เวริด์ ให้หนาแน่น ภายในหน้าเว็บไซต์

การ ที่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณมี Key Word ที่ซ้ำๆ หลายๆ คำในหน้านั้นๆ (Key Word Density) นั่นหมายถึงหน้าๆ นั้นของคุณมีข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคำๆนั้น ซึ่ง Search Engine ให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เช่นกัน ซึ่งควรจะมีการซ้ำๆ กันของ Key Word ในหนึ่งหน้าเว็บ ไม่ควรเกิน 20% ซึ่งหากใส่มากเกินไปจะกลายเป็นการ Key Word Spamming ซึ่งอาจจะทำให้เว็บไซต์คุณโดนบล็อกไปเลย

8. ขนาดไฟล์ HTML ของหน้าเว็บไซต์ไม่ควรเกิน 32K

ถ้า หน้าเว็บไซต์ของคุณ มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถเก็บข้อมูลของหน้าเว็บไซต์คุณได้ ดังนั้นในการออกแบบ ควรไม่ให้มีขนาดไฟล์ HTML ไม่เกิน 32K

9. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ

การ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ และมีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์มาหาคุณเยอะๆ เป็นการแสดงว่า เว็บไซต์คุณเป็นที่รู้จักจาก ซึ่ง Google จะให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ โดยเป็นค่า Page Rank (PR)โดยจะมีการให้คะแนนเอาไว้มีค่าตั้งแต่ 1-10 คะแนน โดยเว็ปเพจใดที่ google เห็นว่าเป็นเว็ปเพจที่ “ สำคัญ ” ซึ่งหากเว็บไซต์คุณมีค่า Page Rank สูงก็จะมีผลต่ออันดับในการแสดงใน google โดยเราสามารถทราบค่า PR ของเว็บไซต์เราได้ โดย download และ install google toolbar (http://toolbar.google.com) หลังจากนั้นคุณจะสามารถดูคะแนน PR ของคุณที่จัดโดย google ได้

10. ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

Site Map ก็คือแผนที่เว็ปไซด์ของคุณ ว่าเว็ปไซด์คุณมีหน้าเว็ปต่างๆ อยู่ที่ไหนบ้าง หน้าไหน link ไปสู่หน้าไหน เป็นการรองรับให้ทุกๆ หน้าของเว็ปไซด์คุณถูกเข้าถึงได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ Google สามารถทราบได้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บอะไรบ้างทั้งหมด

credit: http://www.pawoot.com

บทความ SEO : 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มต้น E-Mail Marketing

1. การหาและเก็บข้อมูล E-Mail ของลูกค้า

การหาหรือได้มาซึ่งข้อมูล E-mail ลูกค้ามีอยู่ 2 วิธีหลักๆ ด้วยกัน

1.1. สร้างและเก็บ E-Mail ลูกค้าเอาเอง โดยวิธีนี้คุณต้องเริ่มเก็บและสะสมข้อมูล E-Mail ของลูกค้า ในทุกๆ ครั้งที่คุณมีโอกาสได้พบปะ หรือเจอลูกค้า คุณควรจะมีการเก็บและขอ E-mail ลูกค้า โดยในปัจจุบันหลายคนอาจจะขอแค่ เพียงแค่ เบอร์โทรศัพท์ แต่ไม่เคยขออีเมล์ลูกค้าเลย โดยการได้มาซึ่งข้อมูลลูกค้าอาจจะมาจากหลางวิธีเช่น

•การสมัครสมาชิกเว็บไซต์ ซึ่งตอนสมัครลูกค้าก็ต้องกรอกข้อมูล email อยู่แล้ว
•ทำช่องรับข่าวสาร จากทางเว็บไซต์ ซึ่งก็จะสามารถได้ email ของลูกค้ามาได้เช่นกัน
•การแจกของฟรี หรือให้ร่วมสนุกอะไรบางอย่าง และการจะร่วมได้ ก็ต้องกรอกข้อมูล email ไว้ด้วยเช่นกัน
1.2 หากคุณไม่มีข้อมูลเลย ลองวิธีเช่า (ซื้อ) ฐานข้อมูลลูกค้า หรือให้คนอื่นส่งข้อมูลให้ ซึ่งบริการนี้จะเป็นบริการที่หลายๆ เว็บไซต์ หรือบางธุรกิจอาจจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถ ส่งข้อมูลข่าวสารของคุณผ่าน ฐานลูกค้าของเค้าได้ โดยบางแห่งเจ้าของข้อมูลอาจจะเป็นผู้ส่งข้อมูลให้ ไม่ยอมขายข้อมูลลูกค้าให้คุณไปส่งเอง เพราะอาจจะติด ข้อตกลงกับลูกค้าในการรักษาข้อมูล (Privacy Policy) หรือบางแห่งอาจจะขายข้อมูลลูกค้าออกมาเลย และคุณสามารถส่งได้เอง

แต่ต้องระวังให้ดีนะครับ วิธีการไปซื้อข้อมูลรายชื่อ E-Mail แบบทีละเป็นพันๆ หรือหมื่นๆ มาแล้วมาส่งข้อมูลออกไปหาลูกค้าทีละเยอะๆ "โดยที่ผู้รับนั้นไม่ได้มี เจตุจำนงค์จะรับข้อมูลจากคุณ" อันนี้ถือว่า "ไม่เป็น E-Mail Marketing" นะครับ แต่จะถือว่าเป็น สแปม (SPAM) ดังนั้นต้องระวังให้ดี ซึ่งต้องบอก่อนว่าตอนนี้ ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่บอกไว้ในมาตรา 11 ว่า "ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิด หรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของ บุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท" ดังนั้นการส่งมั่วหรือส่งสแปมอาจจะเสี่ยงต่อการผิดกฏหมายได้" น่ากลัวไหมละ ต้องระวังให้ดี

2. การเตรียมเครื่องมือในการส่ง E-Mail หาลูกค้า

หลังจากที่ได้ข้อมูล E-Mail ของลูกค้ามาแล้ว คุณก็จะเป็นต้องมีเครื่องมือในการส่ง E-Mail หาลูกค้า โดยหากรายชื่อ E-Mail ของลูกค้าของคุณมีจำนวนไม่มากเช่น 10-30 รายชื่อ คุณอาจจะใช้วิธีการส่งผ่านวิธีการปกติที่คุณใช้เช่น ส่งผ่าน hotmail.com หรือ Gmail.com แต่ถ้าคุณมีรายชื่อ E-Mail จำนวนมากๆ คุณอาจจะต้องจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือ Software ที่ช่วยในการส่ง E-mail เช่น ซอฟต์แวร์ของ www.PHPlist.com ที่เป็นซอฟต์แวร์ฟรี ระบบเปิด (Opensource) ที่คุณสามารถไปดาว์นโหลดมาติดตั้งที่เว็บไซต์ของคุณแล้วใช้งานได้ หรือ Aconia Rocket Mail (www.anconia.com) ที่สามารถติดตั้งไว้ที่เครื่องของคุณแล้วส่งหาลูกค้าได้เลย แต่มีข้อควรระวัง การส่ง E-Mail ทีละเป็นจำนวนมาก ขึ้นหลักหมื่นหลักแสนรายชื่ออาจจะส่งได้ยากลำบาก เพราะในการส่งแต่ละครั้งหากส่งจำนวนมากๆ จะเป็นการทำให้การทำงานของระบบอีเมล์ที่คุณใช้งานอยู่ ทำงานหนัก และอาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้นควรทยอยค่อยๆ ส่งออกไปทีละไม่มาก จึงจะสามารถส่งออกได้

3. การวัดและการประเมินผล

ในซอฟต์แวร์ส่ง E-Mail บางตัวจะมีเครื่องมือที่ช่วยวัดว่า E-Mail ที่คุณส่งไปนั้น ส่งไปได้กี่ฉบับ และมีคนเปิด E-Mail ของคุณกี่คน (Open Rate) ซึ่งวิธีนี้จะช่วยวัดผลว่าแคมเปญหรือ E-Mail ที่คุณส่งไปสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน Open rate (อัตราการเปิด email ) เป็นตัววัดว่า email ที่เราส่งไปนั้นมีผู้คลิ๊กอ่านกี่เปอร์เซ็นต์ หากเขียนเป็นสมการได้่ดังนี้

Open Rate (อัตราการเปิด email) = ( จำนวน email ที่ได้รับการคลิ๊กในครั้งแรก / จำนวน email ที่เราส่งออกไป ) x 100

ตัวอย่าง - บริษัท ก. ส่ง email แนะนำสินค้าไปยังสมาชิก mailing list จำนวน 1,000 ฉบับ มีจำนวนสมาชิกที่คลิ๊กเปิด email จำนวน 2,575 ฉบับ เพราะฉะนั้น Open Rate ของ email แนะนำสินค้าจะเท่ากับ (450/1000) x 100 = 45 %

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า E-Mail ที่บริษัท ก. ส่งไปโดยเฉลี่ย 100 ฉบับ(100 email address) ถูกคลิ๊กเปิด 45 ฉบับ สำหรับ open rate ที่ควรจะเป็นนั้นอาจไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเป็นเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่า e-mail นั้นมีรูปแบบอย่างไร น่าสนใจแค่ไหน แต่สิ่งที่บอกได้คือถ้า open rate อยู่ในอัตราสูงแสดงว่า email นั้นเป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมาย


จะส่งอะไรหาลูกค้าดี ใน E-mail ?

การส่ง email หากลูกค้า มีหลายๆ คนเลือกส่งข้อมูล สินค้ามาใหม่, สินค้าโปรโมชั่น, ข่าวสารจากทางร้าน, การพูดคุยจากเจ้าของเว็บไซต์ไปยังลูกค้า, ทิปเทคนิคต่างๆ เช่นเทคนิคการเลือกซื้อของ, หรือทิปการนำสินค้าไปใช้ (คนชอบพวกนี้มาก) หรือลองกลับมาดูว่า ร้านค้าคุณ หรือเว็บไซต์คุณมีข้อมูลอะไร อัพเดทบ่อย ๆ แล้วเป็นสิ่งที่คนทั่วไป หรือลูกค้าของเราน่าจะสนใจ ก็สามารถส่งไปหาลูกค้าได้ เช่น เว็บบอร์ด มีคุนพูดคุยกระทู้น่าสนใจ ก็สามารถส่งไปให้คนเข้ามาอ่านได้



ความถึ่การส่ง E-Mail หาลูกค้า

หลายๆ คนมักถามว่า เราจะส่ง E-mail หาลูกค้าบ่อยเท่าไรดี ต้องบอกว่าก่อน "ขึ้นอยู่กับแต่ละเว็บ" บางเว็บมีข้อมูล ข่าวสารเยอะ ก็สามารถส่งหาลูกค้าได้ "ทุกอาทิตย์" แต่บางเว็บไซต์ อาจจะมีข้อมูลข่าวสารไม่เยอะมาก อาจจะส่ง "ทุกเดือน" แต่ส่งทุกวัน นี้คงไม่เหมาะเท่าไรครับ เพราะอาจจะทำใ้ห้ลูกค้ารำคาญก็ได้

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการทำ E-Mail Marketing ที่จะช่วยสร้างหรือเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างคุณและลูกค้าของคุณเข้าไว้ด้วยกันให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยในปัจจุบัน แต่หลายๆ ธุรกิจก็ยังไม่ได้ทำกัน ดังนั้นเมื่ออ่านจบแล้ว ก็ลองมานั่งนึกดูว่า บริษัทหรือองค์กรของเรา ได้เริ่มใช้วิธีนี้ในการติดต่อกับลูกค้าของคุณแล้วรึยัง? แต่ต้องระวังด้วยนะครับ ต้องแน่ใจว่าลูกค้าของคุณ "ยินยอมให้คุณส่ง E-Mail" หาเค้านะครับ เพราะหากปราศจากความยินยอม E-Mail ที่คุณส่งไป ก็จะกลายเป็นจดหมายขยะที่คุณเองได้อยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกๆ วันนั้นเอง.... ใช้ให้ถูกทางกันนะครับ.. ผมขอฝากไว้


credit: http://www.pawoot.com

บทความ SEO : 5 เทคนิคง่ายๆ ทำเว็บ E-Commerce ติด Search Engine ได้โดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรมาก

เทคนิคง่ายๆ บ้านๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์คุณติดในการค้นหา

ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการค้นหา ข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์อย่างไร เราลองมาดูว่า เราจะทำยังไงให้เว็บไซต์ของเรา มีโอกาสที่จะไปติดอยู่ในผลลัพย์ของการค้นหาของ Search Engine ได้บ้าง โดยผมคงไม่ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคว่าเราจะทำยังไงให้เว็บเราติดการค้นหาของ Search Engine เพราะมันอาจจะต้องเล่ายาวมากๆ และอาจจะต้องมีขั้นตอนในเชิงเทคนิคมากมายที่คุณจะต้องไปปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณ แต่ผมจะแนะนำเทคนิคง่ายๆ สำหรับท่านที่มีเว็บไซต์ ไว้ขายสินค้าของตัวเอง ว่าจะทำยังไง ถึงทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอยู่ในผลลัพย์ของการค้นหาผ่านระบบค้นหา Search Engine ครับ

5 วิธีการง่ายๆ เพิ่มโอกาสเว็บไซต์ติด Search Engine

1.ในหน้าเว็บไซต์ สินค้าของคุณ ควรจะมี ชื่อสินค้า ยี่ห้อ รุ่น อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณอย่างชัดเจน และถูกตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่คุณจะใส่ได้แก่ ด้านบนสุดของหน้าเว็บไซต์ (Title Page)

2.ในหน้าๆ นั้น ควรจะมี ชื่อสินค้า ยี่ห้อ รุ่น ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง เช่น Nokia 5800 ก็ควรมีการเขียนคำๆ นี้ลงไปในหน้าสินค้าของคุณซ้ำกันหลายๆ ครั้ง เพื่อทำให้ระบบ Search Engine เข้าใจว่า หน้านี้น่าจะเกี่ยวข้องกับ Nokia 5800 เพราะหน้านี้มีคำๆ นี้ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง (โอกาสที่จะติดอยู่ในอันดับแรกๆ ก็จะเริ่มมีแล้ว)

3.หน้าเว็บไซต์สินค้าของคุณ "ไม่ควรมีข้อมูลสินค้าเพียงไม่กี่ประโยค และก็ราคาเท่านั้น" เพราะจะทำให้ระบบค้นหาข้อมูลหรือ Search Engine คิดว่าข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณน้อยเกินไป ซึ่งนั้นหมายถึงโอกาสที่จะไปติดอันดับต้นๆ ก็น้อยตามลงไปด้วย ซึ่งในทางที่ถูกต้องคุณควรจะให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้ามากและครบถ้วนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการให้ข้อมูลที่มากเพียงพอ เช่น ข้อมูลสเป็กรายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วน (ภายในเนื้อหาที่ใส่ลงไป ก็อย่าลืมทรอดแทรก ยี่ห้อ สินค้า และรุ่นลงไปด้วย) นอกจากจะทำให้คนที่เข้าซื้อสินค้าของคุณ อ่านและเข้าใจในตัวสินค้าแล้ว ยังช่วยทำให้เพิ่มโอกาสในการทำให้ Search Engin ค้นหาเว็บไซต์คุณเจอได้เช่นกัน

4.ควรมีชื่อพื้นที่ที่คุณต้องการขาย หากคุณต้องการเน้นขายคนในพื้นที่เดียวกับคุณเช่น ขายคนในจังหวัด ภาค หรืออำเภอ การใส่ข้อมูลที่เป็นพื้นที่ลงไปในเว็บไซต์ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราติดอยู่ในอันดับต้น ๆ หาคนค้นหาผ่าน ชื่อจังหวัดลงไป พร้อมสินค้า

5.พยายามแลกลิงค์ หรือทำลิงค์มาจากเว็บไซต์อื่นๆ เยอะ มาหาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งหามีเยอะ และยิ่งมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จัก และโด่งดังอยู่แล้ว นั้นหมายถึง เว็บไซต์ของคุณก็จะมีโอกาส ติดใน Search Engine ได้เร็วมากขึ้น หรือจะเข้าไปที่ หรือจะเข้าไปเพิ่มเว็บไซต์ของเราตรงๆ เช่นของ Google.com สามารถเพิ่มเว็บไซต์เข้าไปได้ที่ www.google.com/addurl ได้เลย นี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะทำ Search Engine รู้จักเว็บเราได้เร็วมากขึ้น

ทั้ง 5 วิธีนี้ เป็นขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เองง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการพัฒนาเว็บไซต์อะไรมากมาย เพียงแต่อาศัยการ เขียนและการวางข้อมูลลงไปในหน้าเว็บไซต์ที่มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันจะมีเทคนิคและวิธีการเชิงลึกมากกว่านี้เยอะ เอาเป็นว่าหากใครสนใจ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมได้ฟรีๆ ที่ www.pawoot.com หมวด Search Engine Marketing ผมมีบทความสำหรับเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Search Engine Marketing ไว้ให้คุณสามารถไปศึกษาต่อเองได้เลย หรือจะลองเข้าไปที่ www.SEM.or.th เว็บไซต์ของชมรม Search Engine Marketing ของไทย ที่มีเว็บบอร์ด และข้อมูลเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Search Engine มากมาย ซึ่งต้องบอกว่า ความรู้เหล่านี้ เป็นเรื่องที่คนทำเว็บไซต์และคนค้าขายออนไลน์ควรศึกษา และติดตามอยู่ตลอดเวลา เพราะนั้นหมายถึง โอกาสการเพิ่มยอดขาย และเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ได้ไม่ยาก และง่ายกว่าวิธีอื่นๆ แต่ยังไงก็ขอให้ลองทำดูนะครับ เพราะมันไม่ยากเลยครับ

credit: http://www.pawoot.com